Categories
สุขภาพ

วิธีรักษาสิวสำหรับผู้ชาย

คุณอาจจะยังไม่รู้ว่าผู้ชายนั้นมีการผลิตฮอร์โมนมากกว่าผู้หญิงเสียอีก ผิวของผู้ชายนั้นหนามากกว่าผิวของผู้หญิงถึง 30% และความมันมากกว่าผิวของผู้หญิง ถึง 70% ทำให้ผิวผู้ชายนั้นมีโอกาสเกิดสิวมาก ส่วนสาเหตุของการเกิดสิวและวิธีรักษาสิวนั้นสามารถอ่านรายละเอียดได้ตามด้านล่างนี้

อะไรเป็นสาเหตุของการเกิดสิวในเพศชาย

  • รูขุมขนอาจมีขนาดเล็กทำให้เกิดการอุตันได้ง่าย
  • มีไขมันบนใบหน้ามาก
  • แบคทีเรียและสิ่งสกปรกจากสภาพแวดล้อม
  • การถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • การใช้ชีวิต (การออกกำลังกาย/การแพ้ยา)
  • อาหาร (นมวัว,เวย์โปรตีน, อาหารจานด่วนและน้ำตาล)

เคล็ดลับการดูแลรักษาสิวแบบง่ายๆ

1. พอกหน้าด้วยน้ำผึ้ง

น้ำผึ้งมีคุณสมบัติป้องกันแบคทีเรียสามารถช่วยในการรักษารอยแผลเป็น และยังช่วยยับยั้งการติดเชื้อ

2. ล้างหน้าอย่างระมัดระวัง

ควรเลือกครีมหรือโฟมล้างหน้าที่เหมาะสมกับผิวหน้าของคุณ

3. ล้างหน้าอย่างระมัดระวัง

ควรเลือกครีมหรือโฟมล้างหน้าที่เหมาะสมกับผิวหน้าของคุณ

4. เพิ่มความชุ่มชื้น

บางคุณอาจคิดว่าผิวของคุณมีความชื้นมากเกินไป เลยเลือกใช้ผลิตภัณท์ที่ทำให้ผิวของคุณแห้ง แต่การทำเช่นนั้นอาจทำผิวผลิตน้ำมันเพื่อชดเชยที่มากขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้

5. การสัมผัสใบหน้า

หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าของคุณและอย่าให้ผมยาวปิดใบหน้า หากหน้าของคุณมีความมันและการขับเหงื่อมากให้ลงทุนหาซื้อผ้าเช็ดทำความสะอาดหรือกระดาษซับมันมาใช้แทนที่จะใช้มือสัมผัสโดยตรง เพราะในมืออาจมีแบคทีเรียหรือสิ่งสกปรกสะสมอยู่

6. ดื่มน้ำมากๆ

การดื่มน้ำมากๆจะช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย ถ้าหากคุณเบื่อดื่มน้ำเปล่า อาจดื่มชาสมุนไพรแทนก็ได้แต่ไม่ควรเพิ่มน้ำตาลลงไปในเครื่องดื่มมากๆ

7. ทำความสะอาดหมอนบ่อยๆ

หมอนจะดูดซับไขมันหรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วทำให้เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย ดังนั้นคุณควรทำหมอนให้สะอาดอยู่ตลอดเวลา

8. อาหารเสริมดูแลผิว

ปัญหาผิวมักจะมีผลมาจากความไม่สมดุลของการบริโภคอาหาร การกินของผลไม้และผักสดมากเกินไปอาจทำให้ได้รับวิตามินชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกิน ดังนั้นควรทานอาหารเสริมตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ในกรณีที่คุณมีสิวเกิดขึ้นมากผิดปรกติ

Categories
สุขภาพ

10 วิธีรักษานิ่วทอนซิล

นิ่วทอนซิลคือก้อนสีเหลืองที่มีรูปร่างคล้ายหินขนาดเล็ก เกิดจากการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและเศษอาหาร พบอยู่บริเวณต่อมทอนซิลในลำคอตามภาพด้านล่าง ต่อมทอนซิลทำจากเนื้อเยื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยป้องกันและต่อสู้กับเชื้อโรค เชื่อกันว่าต่อมทอนซิลมีบทบาทในการสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีลักษณะการทำงานคล้ายอวน คอยดักจัดแบคทีเรียและเชื้อไวรัสที่ผ่านสู่ร่างกายทางลำคอ นิ่วทอนซิลจะมีกลิ่นเหม็นมากเนื่องจากมีกำมะถันสะสมอยู่ในปริมาณสูง

อาการที่บ่งบอกว่าคุณอาจมีนิ่วทอนซิล

1. มีกลิ่นปาก

วิธีสังเกตุที่ง่ายที่สุดและได้ผลดี หากคุณมีนิ่วทอนซิล คุณจะมีกลิ่นปากตลอดทั้งวัน ถึงแม้ว่ายังไม่ได้รับประทานอาหารเลยก็ตาม

2. เจ็บคอ

มักจะพบอาการปวดและการติดเชื้อในลำคอ ทำให้คุณกลืนอาหารที่เป็นก้อนแข็งได้ลำบาก

3. ปวดหู

บริเวณที่เกิดนิ่วทอนซิล จะมีเส้นประสาทหูอยู่ เมื่อเกิดการอักเสบขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทหูตามไปด้วย

4. มีการอักเสบและบวม

นิ่วทอนซิลมักเกิดจากการผิดปกติของต่อมทอนซิล หากมองภายในลำคอแล้วพบว่ามีอาการบวมหรือแดง สันนิษฐานได้ว่าต่อมทอนซิลอาจเกิดการอักเสบ

วิธีการรักษา

นิ่วทอนซิลโดยปกติจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่จะทำให้เกิดปัญหาที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ เช่น มีกลิ่นปาก ระคายคอ รวมถึงอาการเจ็บคอ หากนิ่วทอนซิลมีขนาดใหญ่มากจนผิดปกติ แนะนำให้คุณปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญโดยทันที การรักษาด้วยวิธีธรรมชาติอาจรักษาไม่หาย จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด และนี่คือ 10 วิธีรักษานิ่วทอนซิลด้วยธรรมชาติ

1. น้ำเกลือ

น้ำเกลือสามารถช่วยลดการก่อตัวและช่วยฆ่ากลิ่นเหม็นของก้อนของนิ่วทอนซิล ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอที่เกิดจากการอักเสบของต่อมทอนซิล ผสมเกลือ 3 ช้อนชา กับ น้ำสะอาด 2 แก้ว ต้มเป็นเวลา 2 นาที ปล่อยให้เย็นลง แล้วใช้บ้วนปากก่อนเข้านอนและหลังตื่นนอนในตอนเช้า

2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการรักษานิ่วทอนซิล น้ำช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้นทำให้เชื้อจุลินทรีย์สามารถเจริญเติบโตได้ยาก และการดื่มน้ำเป็นประจำยังช่วยทำความสะอาดเศษอาหารตามโพรงต่างๆ ซึ่งเศษอาหารเหล่านี้ หากสะสมมากๆจะกลายเป็นนิ่วทอนซิลขึ้นนั่นเอง ดื่มน้ำ 8-10 แก้วทุกวัน พยายามดื่มน้ำ 1-2 แก้วในตอนเช้า และไม่ควรรับประทานอาหารก่อนที่จะดื่มน้ำในตอนเช้า

3. ใช้ลิ้น

หากคุณต้องการกำจัดนิ่วทอนซิลออกอย่างรวดเร็วแล้วไม่สะดวกหาเครื่องมืออื่น ให้พยายามใช้ลิ้นตะวัดตรงบริเวณของส่วนที่ระคายคอ หากก้อนนิ่วไม่ได้อยู่ในบริเวณที่ลึกมากก็จะสามารถหลุดออกมาได้ แต่ควรดื่มน้ำหรือน้ำเกลือก่อนใช้ลิ้นตะวัด เพื่อช่วยให้เนื้อเยื่อชุ่มชื้นทำให้ก้อนนิ่วสามารถหลุดออกมาได้ง่าย

4. ใช้แปรงสีฟัน

คุณสามารถใช้แปรงสีฟันเพื่อเขี่ยวก้อนนิ่วทอนซิลออก แต่แปรงสีฟันควรได้มาตรฐานและมีขนแปรงที่นุ่มนวล หากแปรงแข็งเกินไปอาจทำให้ต่อมทอลซิลบวมและอักเสบขึ้นได้ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้คู่กันคือไฟฉายสำหรับส่อง

5. ใช้ก้านสำลี

การใช้ก้านสำลีเขี่ยก้อนนิ่วทอนซิลออก จำเป็นที่จะต้องชุปสำลีด้วยน้ำสะอาดก่อน เพื่อง่ายต่องการควบคุมก้อนนิ่วทอนซิล และอ่อนโยนต่อต่อมทอนซิลของคุณ

6. ใช้นิ้ว

หากคุณหาแปรงสีฟันหรือก้านสำลีไม่ได้ สามารถใช้นิ้วเขี่ยก้อนนิ่วทอนซิลออกได้เหมือนกัน ควรล้างมือให้สะอาดเสียก่อน แต่เราไม่แนะนำวิธีนี้ เพราะนิ้วของคุณอาจมีกลิ่นเหม็นมากและล้างออกได้ยาก หากสัมผัสโดนก้อนนิ่วทอนซิล

7. น้ำมะนาว

การใช้น้ำมะนาวรักษานิ่วทอนซิลเป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด แถมยังมีคุณสมบัติที่ช่วยทำความสะอาดและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่จะสามารถทำให้เกิดนิ่วทอนซิลในอนาคตอีกด้วย ดื่มน้ำมะนาวเป็นประจำทุกวันสามารถช่วยป้องกันการเกิดนิ่วทอนซิลได้

8. โยเกิร์ต

ในโยเกิร์ตจะมีโปรไบโอติก ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่จะช่วยทำลายเชื้อโรคบริเวณต่อมทอนซิล ช่วยลดการเกิดนิ่วในอนาคตของต่อมทอนซิล และยังช่วยขจัดจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายทั้งหมดออกจากต่อมทอนซิล แนะนำให้ทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติหรือรสดั้งเดิมเท่านั้น หลังทานอาหาร

9. เคี้ยวกระเทียม

การเคี้ยวกระเทียมนั้นอาจเป็นวิธีที่ยาก แต่เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก กระเทียมมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียเที่จะก่อตัวเป็นนิ่วทอนซิล เพียงเคี้ยวกระเทียมไม่กี่กลีบในเวลาสั้นๆ

10. หัวหอมดิบ

รับประทานหัวหอมดิบเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้นิ่วทอนซิลหลุดออกและกำจัดกลิ่นเหม็นที่เกิดจากก้อนนิ่ว ทั้งยังมีประโยชน์ในการรักษาสุขภาพในช่องปาก เพียงทานยำหรือสลัดที่มีส่วนผสมของหัวหอมดิบ สามารถช่วยลดปัญหานิ่วทอนซิลลงได้

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของเผือก

เผือกเป็นผักที่อยู่คู่คนไทยและเมนูอาหารไทยมาช้านาน โดยเผือกสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือเผือกหอม เผือกมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทางภาคใต้ของอินเดีย เผือกถูกใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการประกอบอาหารในแอฟริกาและอินเดีย หัวเป็นส่วนที่นิยมนำมาใช้ในการประกอบอาหารมากที่สุด ในแต่ละท้องถิ่นจะมีชื่อเรียกของเผือกที่แตกต่างกัน บางที่เรียกว่าใบหูช้าง โดยใช้เพื่อเป็นไม้ประดับ เผือกเป็นพืชชอบน้ำ พื้นที่ปลูกเผือกส่วนใหญ่จึงต้องมีปริมาณน้ำฝนมาก เกษตรกรจึงนิยมปลูกในนาข้าว เผือกมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของการเผือก

1. อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

เผือกเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ แคทีชินที่พบในเผือกเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดการก่อตัวของสารอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยปกป้องเซลล์และโมเลกุลจากความเสียหาย คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระของเผือกมีประโยชน์มากสำหรับผิวของคุณ และยังช่วยในการขับของเสียออกจากร่างกาย

2. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

เผือกช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยการปรับปรุงระบบน้ำเหลืองและช่วยปกป้องเราจากการติดเชื้อแบคทีเรียต่างๆ เผือกยังมีคุณสมบัติในการรักษาอาการแพ้ต่างๆ เช่น อาการผื่นคัน อาการตาแดง เป็นต้น

3. ชะลอความแก่

เผือกอุดมไปด้วย วิตามิน เอนไซม์ กรดทีมีประโยชน์ สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุต่างๆ เช่น เหล็ก สังกะสี ทองแดง สารเหล่านี้จะช่วยในการขจัดอนุมูลอิสระและลดปัญหาริ้วรอยก่อนวัย เผือกจึงจัดได้ว่าเป็นอาหารธรรมชาติที่ช่วยชะลอความแก่ได้เป็อย่างดี

4. ช่วยระบบย่อยอาหาร

เผือกอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากสำหรับระบบย่อยอาหาร การบริโภคผักที่อุดมไปด้วยเส้นใยจะช่วยรักษาสมดุลการการเคลื่อนไหวของลำไส้และป้องกันโรคทางเดินอาหารต่างๆ เช่น โรคบิด ท้องผูกและท้องเสีย เป็นต้น

5. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจและหลอดเลือดยังเป็นโรคร้ายแรงที่นำไปสู่การเสียชีวิตจำนวนมากในแต่ละปีที่ผ่านมา จากงานวิจัยพบว่า เผือกสามารถช่วยให้งหลอดเลือดรักษาระดับสภาวะการผ่อนคลายได้ และยังช่วยยับยั้งไขมันที่ความหนาแน่นต่ำ(LDL)จากการออกซิไดซ์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด

6. ลดน้ำหนัก

พอลิฟีนอลในเผือกจะช่วยเพิ่มระดับความสามารถในการเผาพลาญไขมัน จึงช่วยให้อัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายเพิ่มขึ้น โดยการเปลี่ยนอาหารที่บริโภคเข้าไปเป็นแคลอรี่ ซึ่งช่วยให้คุณน้ำหนักลดลงนั่นเอง

7. ลดความเมื่อยล้า

เผือกมีความสามารถในการลดความเมื่อยล้าและการฟื้นฟูพลังงานที่หายไป ทั้งยังมีดัชนีน้ำตาลต่ำจึงเหมาะกับสำหรับนักกีฬา

8. ป้องกันโรคมะเร็ง

จากการศึกษาพบว่า โพลีฟีนในเผือกช่วยลดปริมาณการเจริญเติบโตของการแพร่กระจายเซลล์มะเร็งในร่างกาย ซึ่งสามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งหลอดอาหาร และอื่นๆอีกมากมาย

9. ลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกือบ 200 ล้านคนทั่วโลก จากการศึกษาพบว่าเผือกช่วยรักษาระดับของอินซูลินและระดับน้ำตาลในเลือด

10. ลดระดับคอเลสเตอรอล

เผือกช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ในขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มจำนวนคอเลสเตอรอลที่ดีอีกด้วย

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของฝรั่ง

ฝรั่งเป็นผลไม้พบมากในประเทศแถบเอเชีย นอกจากมีรสชาติที่โดดเด่นและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผล เปลือกหรือใบ ฝรั่งเป็นแหล่งของวิตามิน B2 E K เส้นใยอาหาร แคลเซียม ทองแดง โฟเลต เหล็ก แมงกานีส ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของฝรั่ง

1. ช่วยรักษาสุขภาพช่องปาก

ใบฝรั่งมีคุณสมบัติป้องกันคราบจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดคราบฟัน ที่เป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาหลายๆปัญหาในช่องปาก นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ใบฝรั่งในการบรรเทาอาการปวดฟัน เหงือกบวม และรักษาแผลในช่องปาก เพียงแค่เคี้ยวใบฝรั่ง 1-2 ใบทุกวัน หรือใช้น้ำยาบ้วนปากที่ทำจากการต้มใบฝรั่ง 5-6 ใบในน้ำ

2. บำรุงหัวใจ

จากการศึกษาในปี 1993 พบว่า การบริโภคฝรั่งเป็นประจำจะช่วยลดความดันโลหิตและไขมันในเลือด เนื่องจากฝรั่งมีโพแทสเซียม วิตามินซีและเส้นใยที่ละลายน้ำ โพแทสเซียมช่วยรักษาการอัตราการเต้นของหัวใจและควบคุมความดันโลหิต ในขณะที่วิตามินซีช่วยให้หลอดเลือดมีสุขภาพดี นอกจากนี้ยังพบอีกว่าไลโคปีนที่พบในเนื้อฝรั่งสีชมพูสามารถจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ หากรับประทานเป็นประจำ

3. บรรเทาอาการอุจจาระร่วง

จากการศึกษาในปี 2008 ของ Instituto de Medicina Tropical เซาเปาลู พบว่า สารสกัดจากใบฝรั่งสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง และผลฝรั่งยังดีต่อสำหรับระบบทางเดินอาหาร ด้วยคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียช่วยทำความสะอาดระบบทางเดินอาหาร ยับยั้งเจริญเติบโตของแบคทีเรียและจุลินทรีย์ และเส้นใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย

4. การควบคุมโรคเบาหวาน

ฝรั่งถูกใช้ในการแพทย์แผนจีนสำหรับการรักษาโรคเบาหวานมานานหลายปี น้ำฝรั่งสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลซึ่งเป็นประโยชน์ในการรักษาโรคเบาหวาน ฝรั่งมีเส้นใยอาหารสูงและดัชนีน้ำตาลต่ำ เส้นใยอาหารจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ในขณะเดียวกันดัชนีน้ำตาลต่ำช่วยรักษาระดับน้ำตาล เพียงรับประทานฝรั่ง 1-2 ผลโดยไม่ต้องปอกเปลือกเป็นประจำ จจะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดของคุณได้เป็นอย่างดี

5. ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

เนื่องจากฝรั่งมีวิตามินซีสูงซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ภูมิคุ้มกันคือกลไกการป้องกันร่างกายจากโรคและการติดเชื้อต่างๆ ดังนั้นควรรับประทานฝรั่งเป็นประจำทุกวันเพื่อเพิ่มความต้านทานต่อโรคทั่วไป เช่น อาการไอ โรคหวัดและไข้หวัดใหญ่

6. ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง

จากการศึกษาในปี 2010 ของวารสารโภชนาการและโรคมะเร็ง นักวิจัยพบว่า สารสกัดจากฝรั่งสามารถช่วยลดขนาดของเนื้องอกในต่อมลูกหมาก และการบริโภคฝรั่งเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย นอกจากนี้การบริโภคฝรั่งยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งเต้านม มะเร็งปาก มะเร็งผิวหนัง มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งปอด

7. บำรุงสายตา

ฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา ช่วยบำรุงกระจกตาให้ชัดเจน ช่วยชะลอการพัฒนาของต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อม อาการตาบอดในเวลากลางคืนเป็นหนึ่งในโรคที่เกี่ยวข้องกับการขาดวิตามินเอ นอกจากนี้วิตามินซีในฝรั่งช่วยช่วยรักษาการทำงานของเส้นเลือดฝอยในเซลล์ประสาทตา

8. ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง

สมองเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงสมอง นอกจากนี้วิตามิน B3 และ B6 ในฝรั่ง ยังช่วยปรับปรุงการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง โพแทสเซียมในฝรั่งช่วยรักษาการนำไฟฟ้าของสมอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาความคิดและการจดจำ

9. บำรุงผิว

ฝรั่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม สารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่ทำลายร่างกายของคุณในระดับเซลล์ ซึ่งสามารถนำไปสู่การเกิดริ้วรอยการเหี่ยวย่น แห้งกร้านและหมองคล้ำของผิว วิตามินซีในฝรั่งช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและอีลาสติโปรตีนที่ช่วยให้ผิวกระชับและยืดหยุ่น นอกจากนี้การบริโภคฝรั่งสุกยังช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายจากรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์และปัญหาสิว

10. ควบคุมการทำงานของต่อมไทรอยด์

ฝรั่งเป็นแหล่งของทองแดง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อระบบการทำงานของต่อมไทรอยด์ ที่เป็นหนึ่งในต่อมที่สำคัญที่สุดในร่างกาย ที่มีหน้าที่ควบคุมฮอร์โมนและการทำงานของระบบอวัยวะ ทองแดงจะช่วยควบคุมการผลิตฮอร์โมนและการดูดซึม อีกทั้งโพแทสเซียมในฝรั่งยังมีคุณสมบัติต้านการอักเสบที่ช่วยปรับปรุงการทำงานของต่อมไทรอยด์

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของโยเกิร์ต

โยเกิร์ตเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดตากการหมักของนม มีถิ่นกำเนิดในยุโรปตะวันออก โยเกิร์ตเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลก เนื่องจากมีรสชาติอร่อยแล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ในโยเกิร์ตอุดมไปด้วยแคลเซียม วิตามินบี กรดโฟลิก กรดแลคติก โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ไอโอดีนและสังกะสี สามารถรับประทานได้ทุกวัน ทั้งยังหาซื้อได้ง่าย และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของโยเกิร์ต

1. ช่วยย่อยอาหาร

โยเกิร์ตเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ทั้งยังมีแบคทีเรียที่ดีหรือโปรไบโอติกที่ช่วยในการย่อยอาหาร นอกจากนี้การทานโยเกิร์ตยังดีสำหรับผู้ป่วยโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคท้องร่วงและโรคกระเพาะอาหาร รับประทานโยเกิร์ตวันละ 1 ถ้วยเป็นประจำ จะช่วยทำให้ระบบทางเดินอาหารของคุณทำงานได้อย่างราบรื่น

2. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

จากการศึกษาพบว่า คนที่รับประทานโยเกิร์ตเป็นประจำทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน จะมีระดับภูมิคุ้มกันเซลล์สูงขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้กินโยเกิร์ต แบคทีเรียที่ดีในโยเกิร์ตช่วยเสริมสร้างการทำงานลำไส้ ทำให้ระบบการย่อยอาหารแข็งแรงและทำให้ช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ลดน้ำหนัก

โยเกิร์ตสามารถช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างเร็ว แบคทีเรียที่ดีในโยเกิร์ตจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญและการย่อยอาหาร ทั้งยังทำให้คุณรู้สึกอิ่มนาน นอกจากนี้แคลเซียมในโยเกิร์ตยังช่วยทำให้เซลล์ไขมันหลุดออกจากคอร์ติซอล และกรดอะมิโนช่วยเผาผลาญไขมัน

4. ลดการติดเชื้อภายในช่องคลอด

หญิงที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมีแนวโน้มที่จะได้รับมียีสต์หรือเชื้อราบริเวณช่องคลอด โยเกิร์ตที่อุดมไปด้วยโปรไบโอติกและแลคโตบาซิลลัสที่ช่วยฆ่ายีสต์ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสมดุลของค่า pH ภายในช่องคลอดและช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเชื้อรา

5. ป้องกันการเกิดความดันโลหิตสูง

การรับประทานเกลือที่มากเกินไปเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความดันโลหิตสูง โพแทสเซียมในโยเกิร์ตสามารถช่วยดูดซับและกำจัดโซเดียมออกจากร่างกาย จากงานวิจัยของสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน ปี 2012 พบว่า คนที่ทานโยเกิร์ตที่ไม่มีไขมันเป็นประจำ สามารถลดความเสี่ยงที่จะทำให้การเกิดความดันโลหิตสูงได้ถึง ร้อยละ 31 เมื่อเทียบกับบุคคลทั่วไป

6. ลดระดับคอเลสเตอรอล

โยเกิร์ตสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล โดยลดการสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในตับ และยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในปี 2011 จากงานวิจัยของวารสาร the Journal of Dairy Science พบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รับประทานโยเกิร์ต 1.6 ออนซ์ทุกวัน มีระดับคอเลสเตอรอลต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด

7. ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

โยเกิร์ตดีสำหรับลำไส้ เนื่องจากแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัสพบอยู่ในโยเกิร์ตเป็นเชื้อแบคทีเรียที่เสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ดีต่อลำไส้ใหญ่และทำให้ลดความเสี่ยงของโรคลำไส้ใหญ่ แบคทีเรียเหล่านี้จะช่วยฆ่าจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายในลำไส้ใหญ่ก่อนที่จะพัฒนากลายเป็นสารก่อมะเร็ง
 

8. สุขภาพช่องปาก

โยเกิร์ตไขมันต่ำไม่ว่าจะเป็นรสหวานหรือไม่ มีความสามารถช่วยป้องกันฟันผุ เนื่องจากกรดแลคติคในโยเกิร์ตช่วยปกป้องฟัน อีกทั้งโยเกิร์ตเป็นแหล่งของแคลเซียมและโปรตีน สารอาหารที่จำเป็นสำหรับสุขภาพช่องปาก ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่า แบคทีเรียที่ดีในโยเกิร์ตยังช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตรายในช่องปาก ที่สามารถทำให้เกิดกลิ่นปากได้

9. ป้องกันโรคกระดูกพรุน

แคลเซียและวิตามินดีที่อยู่ในโยเกิร์ตจะช่วยเสริมสร้างและเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก ในทางกลับกันยังช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้กระดูกอ่อนแอและเสี่ยงต่อกระดูกหัก

10. บำรุงสุขภาพผม

โยเกิร์ตอุดมไปด้วยสังกะสี กรดแลคติก โปรตีน แคลเซียมและสารอาหารอื่นๆที่ดีสำหรับผม ช่วยการเจริญเติบโตของเส้นผม ลดรังแคและบรรเทาอาการคันหนังศีรษะ เพียงผสมโยเกิร์ตถ้วยครึ่งชโลมบนเส้นผมของคุณทิ้งไว้ 30 นาทีแล้วสระผมด้วยแชมพู ใช้สัปดาห์ละครั้งเพื่อผมที่สุขภาพดีและแข็งแรง

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของการดื่มนม

นมเป็นอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างการเติบโต เราควรดื่มนมเป็นประจำทุกวัน ในนมมีสารอาหารที่จำเป็นมากมาย เช่น แคลเซียม โปรตีน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ไนอาซิน วิตามิน A D และ B12 และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของการดื่มนม

1. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

นมถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับความแข็งแกร่งของร่างกายและกล้ามเนื้อ ร่างกายต้องการโปรตีนในการสร้างกล้ามเนื้อ และนมเป็นหนึ่งในแหล่งโปรตีนธรรมชาติที่ดีที่สุด ในนมมีโปรตีนที่เป็นเวย์(whey) อยู่ร้อยละ 20 และเคซีน(casein) ร้อยละ 80 เวย์สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว ส่วนเคซีนจะถูกย่อยช้ากว่า ดังนั้นเมื่อคุณดื่มนมร่างกายของคุณได้รับประโยชน์ของโปรตีนทั้งสองชนิด

2. สุขภาพฟัน

หนึ่งในตัวเลือกอาหารที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพของฟันคือนม นมอุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัสและไอโอดีน ที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างฟันให้คมและแข็งแรง โปรตีนเคซีน(casein)จะอยู่ในรูปชั้นฟิล์มบางๆช่วยเคลือบฟัน ซึ่งจะช่วยป้องกันการสูญเสียแคลเซียมและฟอสเฟต เมื่อฟันสัมผัสกับกรดในปากหรือในอาหารและเครื่องดื่ม และยังช่วยป้องกันฟันผุ

3. ช่วยในการนอนหลับ

ความเครียดเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการอดนอน หากได้ทานนมอุ่นๆก่อนนอนจะช่วยให้คุณนอนหลับดีขึ้น นมประกอบไปด้วยกรดอะมิโนหลายชนิดที่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตึงและบรรเทาเส้นประสาทฝอย นอกจากนี้นมจะช่วยซ่อมแซมร่างกายเมื่อคุณนอนหลับ และขณะเดียวกันโปรตีนในนมจะช่วยในการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อและลดความอ่อนเพลีย

4. ผิวพรรณสดใส

นมเป็นหนึ่งในส่วนผสมที่ดีที่สุดในการดูแลผิว นมถูกนำมาในด้านความงามมานานหลายศตวรรษ ในสมัยอียิปต์โบราณ ราชินีคลีโอพัตราได้ใช้นมในการอาบน้ำเพื่อทำให้ผิวเรียบเนียนไร้ที่ติ เนื่องจากในนมมีกรดอะมิโนที่ช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของแสงแดดและช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ทั้งยังช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและสารตกค้างต่างๆที่ทำให้ผิวหมองคล้ำ

5. เพิ่มความชุ่มชื่นในร่างกาย

การดื่มนมช่วยเติมน้ำในแก่ร่างกายและให้ความชุ่มชื้นตลอดทั้งวัน การดื่มนมหลังจากออกกำลังกายจะช่วยให้น้ำแก่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว และเติมเต็มพลังงานที่หมดลงระหว่างการออกกำลังกาย

6. บำรุงสมอง

นมไขมันต่ำช่วยเพิ่มพลังสมองและช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ นมเป็นแหล่งของวิตามินบี 12 ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญสำหรับทักษะการเรียนรู้ จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยทัฟส์ ในปี 2012 พบว่าผู้สูงอายุที่ขาดวิตามินบี 12 มีความเสี่ยงต่อการทำงานของสมองที่เสื่อมถอยลง

7. ควบคุมน้ำหนัก

จากการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเนเกฟในอิสราเอล พบว่านมมีบทบาทสำคัญในการลดน้ำหนัก นมเป็นแหล่งของแคลเซียมและวิตามินดีที่มีผลต่อการเผาผลาญไขมันในร่างกาย โปรตีนและปริมาณน้ำสูงทำให้คุณรู้สึกอิ่มนาน นอกจากนี้กรดไลโนเลอิก (CLA) ยังช่วยลดไขมันในร่างกายในคนที่เป็นโรคอ้วนโดยการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก ควรดื่มนมพร่องมันเนยพร้อมกับออกกำลังกาย
 

8. บำรุงผม

นมมีโปรตีน แคลเซียมและแร่ธาตุที่จำเป็นที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเส้นผมได้เร็วขึ้น และยังเป็นครีมบำรุงผมชั้นเลิศที่ช่วยซ่อมแซมอาการผมแห้งและผมเสีย การดื่มนมเป็นประจำทุกวันจะช่วยส่งเสริมผมนิ่มสวยและป้องกันผมร่วง

9. แก้ท้องเฟ้อ

การดื่มนมเป็นประจำทุกวันสามารถช่วยป้องกันความผิดปกติของการทำงานของระบบย่อยอาหาร วิตามิน A ในนมจ่วยในการผลิต retinoids และสารบางชนิดช่วยควบคุมการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร ในขณะที่นมเป็นประโยชน์สำหรับหลายๆคน แต่ก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาสำหรับผู้ที่แพ้แลคโตสได้ เช่น อาการท้องอืด ท้องเสียและปวดท้อง

10. ป้องกันโรคมะเร็ง

นมช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเต้านม นมไขมันต่ำอาจลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งรังไข่ได้แต่ยังไม่ได้พบในการศึกษาอย่างชัดเจน

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของตะไคร้

ตะไคร้เป็นไม้ยืนต้นที่มีใบบางและยาว เป็นพืชพื้นเมืองของหลายประเทศในแถบเอเชีย ตะไคร้จะมีกลิ่นหอมคล้ายมะนาว นิยมนำมาใช้ในการประกอบอาหารต่างๆเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างมาก ตะไคร้เป็นแหล่งของวิตามิน A วิตามิน C โฟเลต กรดโฟลิค แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง เหล็ก โพแทสเซียมฟอสฟอรัสแคลเซียมและแมงกานีส และยังคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง เช่น เป็นยาแก้ปวด ต้านการอักเสบ ยากล่อมประสาท ลดไข้ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ขับลมขับปัสสาวะ ฆ่าแมลง และต้านมะเร็ง เป็นต้น และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของตะไคร้

1. ช่วยย่อยอาหาร

ตะไคร้ช่วยในการย่อยอาหารเนื่องจากมีสารน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดีและปรสิตในทางเดินอาหาร และยังช่วยรักษาปัญหาทางเดินอาหารอื่น เช่น อาหารไม่ย่อย ท้องผูก ท้องเสีย และท้องอืด นอกจากนี้ตะไคร้ยังมีคุณสมบัติต้านเชื้อจุลินทรีย์ที่ช่วยบรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหารและลำไส้

2. การควบคุมระดับคอเลสเตอรอล

ป้องกันคอเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดโดยตะไคร้ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากลำไส้ ช่วยป้องกันการสะสมคราบจุลินทรีย์ atherosclerotic คนที่มีคอเลสเตอรอลสูงหากได้รับประทานน้ำมันตะไคร้ทุกวันจะสังเกตเห็นได้ชัดถึงการลดลงของระดับคอเลสเตอรอลและการลดลงของไขมันในเลือด

3. ทำความสะอาดและล้างพิษ

การบริโภคชาตะไคร้ช่วยทำความสะอาดและล้างพิษในร่างกาย โดยการขับปัสสาวะออกมา ตะไคร้สามารถช่วยขจัดกรดยูริคและคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีออกจากร่างกายโดยการเพิ่มความถี่และปริมาณของปัสสาวะ นอกจากนี้ยังช่วยทำความสะอาดไต ฟอกตับและตับอ่อน อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพโดยรวม

4. รักษาโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่

ตะไคร้มีคุณสมบัติที่ช่วยรักษาอาการไอ มีไข้ อาการหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้ ในตะไคร้มีวิตามินซีที่ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน ที่จะต่อสู้กับการติดเชื้อ และตะไคร้ยังสามารถช่วยลดน้ำมูกและเสมหะที่เป็นปัญหาต่อระบบการหายใจ ตะไคร้มีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบหรือโรคหืด

5. การต่อสู้กับโรคมะเร็ง

งานวิจัยที่มหาวิทยาลัยในอิสราเอลได้พบว่า ชาตะไคร้สามารถช่วยต่อสู้กับโรคมะเร็งได้ สารที่เรียกว่า citral ที่พบในตะไคร้ทำให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายเซลล์ที่มีสุขภาพดี ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำผู้ป่วยโรคมะเร็งดื่มชาตะไคร้สด เมื่อได้รับการผ่าตัดฉายรังสีหรือเคมีบำบัดรักษา นอกจากนี้สมบัติต้านอนุมูลอิสระในตะไคร้ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย

6. ลดอาการปวดข้ออักเสบ

ตะไคร้มีคุณสมบัติต้านการอักเสบและบรรเทาอาการปวด ซึ่งช่วยรักษาโรคข้ออักเสบ โรคไขข้อ โรคข้อเข่าเสื่อม โรคเกาต์และอาการปวดข้ออื่นๆ คุณสมบัติต้านการอักเสบนี้จะช่วยลดเอนไซม์ที่มีผลกระทบกับการอักเสบที่ทำให้เกิดอาการปวดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อต่อ

7. ประโยชน์คุณแม่มือใหม่

ตะไคร้เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคุณแม่มือใหม่ที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมทารก เพราะตะไคร้มีคุณสมบัติที่ช่วยในการเพิ่มการผลิตนม ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านจุลชีพ และยังช่วยให้ทารกยังคงมีสุขภาพดีปราศจากการติดเชื้อ

8. รักษาภาวะซึมเศร้า

ตะไคร้มีคุณสมบัติเป็นยากล่อมประสาทช่วยรักษาภาวะซึมเศร้า ซึ่งจะกระตุ้นการปล่อยของสารเคมีในสมองที่ต่อสู้กับภาวะซึมเศร้า บรรเทาความวิตกกังวล ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและช่วยเพิ่มความแข็งแรงของจิตใจ นอกจากนี้ยังมีตะไคร้หอมซึ่งเป็นที่มีต่อร่างกายและจิตใจ ทั้งยังช่วยให้คุณนอนหลับดีขึ้น

9. ลดกลิ่นตัว

น้ำมันตะไคร้เจือจางสามารถระงับกลิ่นกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญด้านความงามพบว่า น้ำมันตะไคร้มีประสิทธิภาพมากกว่ากลิ่นสังเคราะห์มีอยู่ในท้องตลาด สารเคมีที่พบในตะไคร้ citral ซึ่งมีกลิ่นหอม ต้านจุลชีพและต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยควบคุมเหงื่อ ทำลายและยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดกลิ่นตัว โดยที่ตะไคร้จะไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังอีกด้วย

10. ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี

ตะไคร้ยังมีประโยชน์สำหรับผิวของคุณ สามารถช่วยบรรเทาปัญหาผิวต่างๆ ป้องกันรูขุมขนจากเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากคุณสมบัติการต้านเชื้อแบคทีเรียของตะไคร้ช่วยจำกัดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์บนผิว

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของการกินไข่ไก่

ไข่เป็นแหล่งของโปรตีนและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย เต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิดรวมทั้งวิตามิน A B12 D E โฟเลต ซีลีเนียม และโคลีนและนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของการกินไข่

1. ช่วยเพิ่มพลังสมอง

ไข่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 กรดไขมัน วิตามินบี 12 วิตามิน D และโคลีน ที่มีประโยชน์สำหรับสุขภาพสมอง โคลีนเป็นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญ บำรุงเซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท จะช่วยเพิ่มหน่วยความจำและพลังทางปัญญาของคุณอีกทั้ง วิตามินบี 12 ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานของสมอง มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่ าการขาดสารอาหารนี้อาจนำไปสู่การหดตัวของสมองซึ่งก่อให้เกิดโรคอัลไซเมและภาวะสมองเสื่อม

2. ช่วยในการลดน้ำหนัก

ไข่เป็นอาหารเช้าที่ได้รับความนิยมในการลดน้ำหนักเพราะนอกจากจะให้พลังงาน ไข่ยังทำให้รู้สึกอิ่ม โปรตีนในไข่ให้พลังงานอย่างต่อเนื่อง นักโภชนาการพบว่ามีโปรตีนในไข่ช่วยบรรเทาความหิวได้ดีกว่าโปรตีนชนิดอื่น ๆ

3. บำรุงสายตา

ไข่เป็นแหล่งของลูทีน มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า สารเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมากในการป้องกันการเสื่อมสภาพและลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจก สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างเรตินาของคุณ และยังช่วยปกป้องดวงตาของคุณจากความเสียหายจากสารอนุมูลอิสระและรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ ลูทีนยังพบในผักใบเขียวชนิดอื่นๆ

4. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

ไข่เป็นอาหารที่ดีสำหรับการสร้างกล้ามเนื้อ เพราะมีโปรตีนสูงซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มอาหารสร้างกล้ามเนื้อ ไข่ขาวจะมีโปรตีนที่เอื้อให้เกิดการดูดซึมโปรตีนในร่างกายและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ

5. ช่วยปรับสมดุลอารมณ์

ไข่อุดมไปด้วยวิตามินบี 12 สามารถช่วยคลายความตึงเครียด อีกทั้งยังมีวิตามินบีอื่น ๆ เช่นวิตามิน B6 และโฟเลตที่ส่งเสริมจิตใจและอารมณ์ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าไข่จะช่วยรักษาภาวะซึมเศร้าได้อีกด้วย

6. บำรุงสุขภาพผมและเล็บ

ผมและเล็บต้องการโปรตีนในปริมาณที่สูง ไข่สามารถช่วยให้ผมและเล็บมีสุขภาพดี ทำให้เส้นผมของคุณเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่นคุณสามารถผสมน้ำมันมะกอกกับไข่ดิบใช้หมักบนเส้นผม 30 นาทีแล้วล้างออก ผมจะนุ่มและมีสุขภาพดี ควรใช้ 2-3 ครั้งต่อเดือน

7. ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง

การศึกษาโดยนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยอัลเบอร์ต้าพบว่า ไข่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่มีแนวโน้มที่จะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งและป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไข่แดงกรดอะมิโนที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การบริโภคไข่เป็นประจำ สามารถลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมได้ เพราะมีโคลีนที่จำเป็นสำหรับการทำงานของเซลล์

8. ส่งเสริมสุขภาพการตั้งครรภ์

ไข่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่เหมาะสำหรับรับประทานในระหว่างการตั้งครรภ์ นอกเหนือจากการให้สารอาหารที่เพียงพอแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตและโรคเรื้อรังต่อทารกในครรภ์ โคลีนเป็นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์และช่วยป้องกันการเกิดข้อบกพร่องต่างๆ

9. เสริมสร้างกระดูก

ไข่ช่วยให้กระดูกและฟันของคุณแข็งแรงเพราะมีฟอสฟอรัส วิตามิน D และแคลเซียม ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับสุขภาพกระดูก นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตของกระดูก และทำงานร่วมกับสารอาหารอื่นๆเพื่อช่วยในการส่งเสริมการมีกระดูกที่แข็งแรงและมีความหนาแน่นของกระดูกที่เหมาะสม

10. ล้างสิว

ไข่ขาวสามารถใช้ในการมาสก์หน้าเพื่อดูดซับน้ำมันส่วนเกินออกจากผิว ช่วยกระชับผิว ลดขนาดรูขุมขน ช่วยรักษาสิวและรอยแผลเป็นจากสิวให้จางหายไป

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของมะละกอ

มะละกอ ผลไม้เขตร้อนที่เป็นนิยมทั่วโลก ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆมากมาย เช่น วิตามิน A C K ไนอาซิน แมกนีเซียม โพแทสเซียมโปรตีน แคโรทีน เส้นใยธรรมชาติ สารฟีนอล ฟลาโวนอยด์ โปรตีน แคลเซียม แมกนีเซียมและฟอสฟอรัส ทั้งยังช่วยล้างพิษในตับและต้านสารอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี แต่ควรระวัง สตรีมีครรภ์และผู้ที่มีอาการแพ้น้ำยางหรือโรคภูมิแพ้สารปาเปน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมะละกอ และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของมะละกอ

1. ป้องกันโรคหัวใจ

การบริโภคมะละกอสามารถช่วยบำรุงหลอดเลือด ป้องกันการเกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวาน มะละกอเป็นแหล่งของวิตามิน A C และ E ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพมาก อีกทั้งสารอาหารในมะละกอยังช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชันของคอเลสเตอรอลซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของโรคหัวใจ

2. ช่วยการย่อยอาหาร

มะละกอมีเอนไซม์ย่อยอาหารที่เรียกว่า ปาเปน จะช่วยย่อยเส้นใยโปรตีนที่ย่อยยาก และทำให้กระบวนการย่อยอาหารได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังส่งเสริมการทำงาน การเคลื่อนไหวของลำไส้ และป้องกันอาการท้องผูก นอกจากนี้ โฟเลต เบต้าแคโรทีและวิตามิน C และ E จำนวนมากในมะละกอสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย และเมล็ดของมะละกอยังช่วยกำจัดพยาธิและปรสิต

3. บำรุงสายตา

ในการศึกษาพบว่า มะละกออาจลดความเสี่ยงของการเสื่อมสภาพ (ARMD) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังมี carotenoids lutein และ ซีแซนทีน ที่ช่วยปกป้องแสงสีฟ้าที่สามารถทำลายเรตินาของดวงตา ที่ทำให้เกิดต้อกระจก โรคต้อหินและโรคอื่นๆ

4. ช่วยรักษาอาการโรคข้ออักเสบ

ในมะละกอมีเอนไซม์ วิตามิน A C และ E และเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยลดการอักเสบและช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากโรคข้ออักเสบ

5. ช่วยบำรุงผิว

มะละกอมีสารหลายชนิดที่ดีสำหรับผิวของคุณ การนำมะละกอสุกมาใช้ในการพอกใบหน้า จะช่วยเปิดรูขุมขน ลดการอุดตัน ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาสิวและป้องกันการติดเชื้อที่ผิวหนัง มะละกอยังสามารถช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ลดริ้วรอยบนใบหน้า และทำให้ผิวสดใสขึ้นได้อีกด้วย

6. บำรุงเส้นผม

มะละกออุดมไปด้วยแร่ธาตุวิตามินและเอนไซม์ ที่เสริมสร้างความแข็งแรงและเพิ่มการเจริญเติบโตของเส้นผม ทั้งยังสามารถช่วยเพิ่มปริมาณเส้นผม และควบคุมการเกิดรังแค จากการศึกษาพบว่า การรับประทานมะละกอหรือใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่มีส่วนผสมของมะละกอเป็นประจำ จะช่วยให้สุขภาพผมดีขึ้นได้

7. ป้องกันมะเร็ง

สารหลายชนิดในมะละกอสามารถลดความเสี่ยงของการพัฒนาโรคมะเร็งบางชนิด มะละกออุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไลโคปีน เบต้าแคโรทีน และแคโรทีน ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงของการตเกิดโรคมะเร็ง

8. ควบคุมน้ำหนัก

มะละกอเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยเส้นใยและไขมันต่ำมาก ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกอิ่มได้นานและยังช่วยป้องกันอาการท้องผูก นอกจากคุณสมบัติที่ช่วยในเรื่องการย่อยอาหารและการทำงานของลำไส้ จึงทำให้ไม่เกิดปัญหาน้ำหนักตามมา

9. ช่วยรักษาอาการความดันโลหิตสูง

มะละกอเป็นแหล่งของโพแทสเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ต่อต้านผลกระทบของโซเดียม และช่วยให้ระดับความดันโลหิตอยู่ในช่วงปกติ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำว่า ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควรรับประทานมะละกอเป็นประจำ

10. กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน

ในมะละกอมีวิตามินซีสูง จะช่วยเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดขาวและช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายของสารอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงและทำงานได้ปกติ อีกทั้งมะละกอยังช่วยรักษาโรคหวัดและอาการไอได้อีกด้วย

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของชาเขียว

ชาเขียวเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก นอกจากเป็นเครื่องดื่มที่แสนอร่อยแล้ว ชาเขียวยังคุณสมบัติต้านไวรัสและอนุมูลอิสระ สารที่มีอยู่ในเครื่องดื่มชาเขียวนี้มีคุณสมบัติช่วยรักษาปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยได้หลายชนิด ในขณะเดียวกันยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังได้อีกด้วย ชาเขียวเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เพียงแค่ดื่มชาเขียว 3-4 ถ้วย ก็สามารถทำให้สุขภาพของคุณดีขึ้นได้ และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของชาเขียว

1. บำรุงสมอง

สุขภาพของสมองที่ดีขึ้นอยู่กับการทำงานของหลอดเลือด ตามการศึกษาชาวสวิสคนที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำช่วยในเรื่องความจำของสมอง นอกจากนี้ยังมีการค้นพบว่าชาเขียวช่วยป้องกันการก่อตัวของเนื้อเยื่อที่เชื่อมโยงกับโรคอัลไซเมอร์และพาร์กินสันซึ่งเป็นโรคความผิดปกติทางระบบประสาทที่พบบ่อยที่สุด

2. ลดระดับน้ำตาลในเลือด

ชาเขียวช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ในคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคเบาหวาน สารประกอบโพลีฟีนอล และ โพลีแซคคาไรด์ ที่อยู่ในชาเขียวจะมีประโยชน์ต่อโรคเบาหวาน 2 ชนิด อีกทั้งชาเขียวสามารถกระตุ้นการผลิตอินซูลินในตับอ่อน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการดูดซับกลูโคสในผู้ที่มีโรคเบาหวานชนิดที่ 1

3. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

ชาเขียวยังสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในเลือดและเพิ่มอัตราส่วนของคอเลสเตอรอลที่ดี การศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการบริโภคชาเขียวต่อระดับคอเลสเตอรอลพบว่า ชาเขียวสามารถช่วยลดจำนวนของ LDL หรือ คอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ในขณะเดียวกันก็จะช่วยเพิ่มจำนวนของ HDL หรือ คอเลสเตอรอลที่ดี นอกจากนี้ชาเขียวช่วยให้หลอดเลือดสะอาดโดยการป้องกันการจับออกซิเดชันของ LDL ซึ่งสามารถก่อให้เกิดการสะสมของคราบจุลินทรีย์และเพิ่มความเสี่ยงของการมีอาการหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมอง

4. ประโยชน์ต่อสุขภาพช่องปาก

การบริโภคชาเขียวช่วยให้สุขภาพฟันดีขึ้นและลดความเสี่ยงของการเกิดฟันผุ ฟลูออไรธรรมชาติในชาเขียว สารโพลีฟีนอลและแคททีชิน มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดฟันผุ กลิ่นปากและโรคเหงือกต่างๆ

5. ช่วยรักษาน้ำหนักตัว

การศึกษาหลายแห่งได้พิสูจน์แล้วว่าถ้วยชาเขียวเป็นประจำทุกวันสามารถลดไขมันในร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณหน้าท้อง นอกจากนี้สารแคททีชินในชาเขียวยังช่วยสร้างความร้อนภายในร่างกายซึ่งจะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ สารโพลีฟีนอลในชาเขียวจะทำงานเพื่อควบคุมระดับของการเกิดออกซิเดชันไขมันในระหว่างที่ร่างกายของคุณเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงานแคลอรี่

6. ลดอาการผมร่วง

ชาเขียวเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันผมร่วงและยังสามารถช่วยเส้นผมในเรื่องการเจริญเติบโต นอกจากนี้ชาเขียวมีส่วนประกอบที่เรียกว่าสาร epigallocatechin gallate (EGCG) ที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเส้นผมโดยการกระตุ้นเซลล์ผม การต้มชาเขียวสดแล้วนำมาชโลมบนผมที่เปียก แล้วล้างผมด้วยน้ำสะอาดหลังจากทิ้งไว้ 10 นาทีจะช่วยลดปัญหารังแคและหนังศีรษะแห้งอีกด้วย

7. ลดเลือนริ้วรอย

สารต้านอนุมูลอิสระโดยเฉพาะอย่างยิ่งสารโพลีฟีนอลในชาเขียวช่วยปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระที่เป็นอันตราย มีการค้นพบว่าในชาเขียวมีความสามารถในการช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัย และจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าชาเขียวยังสามารถลดการทำลายของแสงแดด นอกจากนี้ชาเขียวจะช่วยต่อต้านโรคมะเร็งผิวหนัง อีกด้วย

8. ลดความดันเลือด

การบริโภคชาเขียวเพื่อที่จะลดความเสี่ยงของความดันโลหิตสูง ในความเป็นจริงตามการศึกษาที่ตีพิมพ์ในจดหมายเหตุของอายุรศาสตร์ คนที่บริโภค ชาเขียวเป็นประจำเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปีช่วยลดความเสี่ยงของการเพิ่มความดันโลหิตสูง 46% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ดื่มชาเขียว

9. ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง

จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากในชาเขียวอาจลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับอ่อนมะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งปอดและมะเร็งกระเพาะอาหาร

10. ช่วยให้กระดูกแข็งแรง

สารฟลูออไรด์ในชาเขียวช่วยรักษาความแข็งแรงของกระดูก การบริโภคชาเขียวช่วยลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนและการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูกโดยสารต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในชาเขียวที่จะช่วยลดการสลายของกระดูก ขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มปริมานของเซลล์สร้างกระดูก ดังนั้นควรดื่มชาเขียวทุกวันเพื่อช่วยรักษาความหนาแน่นของกระดูกของคุณ