Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของกระเทียม

กระเทียมนิยมใช้เพื่อเพิ่มรสชาติให้อาหารอีกทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะสาร allicin ในกระเทียมซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้กระเทียมจะเต็มไปด้วยวิตามินและสารอาหาร เช่น วิตามิน B1, B6, C, แคลเซียม แมงกานีส ทองแดง ซีลีเนียมและอื่น ๆ อีกมากมาย การรับประทานกระเทียมเพียงเล็กน้อยในทุกๆวัน จะช่วยบำรุงสุขภาพของคุณ และควรรับประทานกระเทียมที่ยังคงดิบ กระเทียมที่ผ่านการปรุงสุกจะสูญเสียประโยชน์ด้านการเป็นตัวยา นอกจากนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เป็นยาควรกินกระเทียมในขณะท้องว่าง และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของกระเทียม

1. บำรุงหัวใจ

กระเทียมเป็นยอดอาหารที่ดีต่อหัวหัวใจ มันจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ลดคอเลสเตอรอลและป้องกันการเกิดโรคหัวใจ มันจะช่วยให้ชะลอการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง

2. ควบคุมความดันโลหิตสูง

การศึกษาพบว่ากระเทียมช่วยลดความดันโลหิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งความดันโลหิตสูง กระเทียมจะช่วยขยายหลอดเลือดทำให้การไหลเวียนเลือดสะดวกยิ่งขึ้น คนที่มีความดันโลหิตสูงควนรับประทานกลีบกระเทียมดิบทุกวันในขณะท้องว่าง หากคุณไม่ชอบรสชาติของกระเทียมควรดื่มนมหลังการรับประทาน

3. ช่วยลดอาการปวดข้ออักเสบ

กระเทียมช่วยลดอาการปวดและอาการอื่น ๆ ในผู้ที่มีโรคไขข้ออักเสบ สารต้านอนุมูลอิสระและคุณสมบัติต้านการอักเสบที่จะช่วยลดการอักเสบในรูปแบบต่างๆของโรคข้ออักเสบ นอกจากนี้ยังมีสาร diallyl disulfide ที่จะช่วยลดการทำลายของเอนไซม์ในกระดูกอ่อน เพื่อบรรเทาอาการปวดในข้อต่ออักเสบและปวดเนื่องจากโรคข้ออักเสบควรรับประทานกระเทียมร่วมกับอาหารปกติของคุณ โดยเฉพาะในขณะท้องว่าง

4. กระตุ้นภูมิคุ้มกัน

กระเทียมเป็นแหล่งของวิตามิน C, B6 และแร่ธาตุซีลีเนียมและแมงกานีส ที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุ กระเทียมมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านจุลชีพและเสริมสร้างกลไกการป้องกันของร่างกายในการต่อสู้กับการติดเชื้อ

5. ช่วยลดอาการไอและหวัด

กระเทียมมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียทำให้กระเทียมเป็นยารักษาที่ยอดเยี่ยมสำหรับอาการไอและหวัด นอกจากนี้ยังอาจลดความรุนแรงของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ กระเทียมยังมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ เช่นโรคหอบหืดและหลอดลมอักเสบ นอกจากนี้การกินกระเทียมและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกระเทียมเป็นประจำเพื่อลดความถี่ของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้

6. การต่อต้านเชื้อรา

กระเทียมมีคุณสมบัติต้านเชื้อราที่มีประสิทธิภาพที่ช่วยต่อสู้กับการติดเชื้อราที่ก่อให้เกิด กลาก นอกจากนี้ยังช่วยต่อสู้เชื้อราแคนดิดา ใช้กระเทียมเจลหรือน้ำมันในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบผิว และ จัดการกับเชื้อราในช่องปากให้วางกระเทียมในพื้นที่ที่เกิดอาการภายในช่องปาก

7. ต้านโรคภูมิแพ้

กระเทียมมีคุณสมบัติต้านไวรัสและต้านการอักเสบที่ช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับโรคภูมิแพ้ นอกจากนี้ยังลดการอักเสบทางเดินหายใจอันเนื่องมาจากโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ แนะนำว่าคนที่มีอาการแพ้ควรจะเสริมกระเทียมทุกวันในช่วงเกิดโรคภูมิแพ้ การใช้กระเทียมสับเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการบรรเทาจากอาการคันอย่างรวดเร็วจากผื่นของโรคภูมิแพ้

8. การรักษาอาการปวดฟัน

กระเทียมยังมีประสิทธิภาพในการลดอาการปวดฟันโดยต้านเชื้อแบคทีเรียและมีคุณสมบัติของยาแก้ปวด เพียงแค่ใส่น้ำมันกระเทียมบางส่วนหรือกระเทียมบด ลงบนฟันและเหงือกที่ได้รับผลกระทบโดยรอบเพื่อบรรเทาทันที

9. ช่วยย่อยอาหาร

กระเทียมจะช่วยควบคุมการทำงานของกระเพาะอาหาร ส่งเสริมการย่อยอาหาร ช่วยกระตุ้นเยื่อเมือกในกระเพาะอาหารในการผลิตน้ำในการย่อยอาหาร กระเทียมยังทำให้ตับปล่อยสารพิษออกจากร่างกายในขณะเดียวกันช่วยปกป้องตับจากอันตราย อไม่ควรรับประทานกระเทียมในปริมานที่มากจนเกินไป อาจทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร

10. ช่วยยับยั้งมะเร็ง

กระเทียมช่วยในการป้องกันการเกิดมะเร็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบย่อยอาหารและปอด ในขณะเดียวกันยังช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเนื้องอกบางชนิดและการลดขนาดของเนื้องอก พบสาร allyl sulfur ในกระเทียมสามารถชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

คำเตือน

กระเทียมอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเช่น ท้องอืด แก๊ส ปวดท้อง กลิ่นปากและกลิ่นตัว หากคุณมีปัญหาการย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร ควรใช้กระเทียมด้วยความระมัดระวัง และกระเทียมอาจมีผลต่อผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางและอาจส่งผลกระทบกับตัวยาของโรคโลหิตจาง

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของขิง

ขิงเป็นสมุนไพรธรรมชาติที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องเทศทั่วโลกอันเนื่องมาจากคุณประโยชน์ของขิงที่มีผลต่อสุขภาพ มีรายงานการศึกษาที่ได้พิสูจน์แล้วว่าขิงมีประสิทธิภาพในการบำบัดปัญหาสุขภาพ อาทิ เช่น ป้องกันการคลื่นไส้ ชักกระตุกเกร็ง ต่อต้านเชื้อรา ต้านการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัส รวมทั้งอาการไอ นอกจากนี้ขิงยังเป็นแหล่งของวิตามิน A C E B-complex แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ซิลิกอน โซเดียม เหล็ก สังกะสี แคลเซียมและเบต้าแคโรที และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของขิง

1. ช่วยขับลม

ขิงมีคุณสมบัติในการขับลมสามารถบรรเทาอาการท้องอืดช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อระบบทางเดินอาหารจึงป้องกันก๊าซและการท้องอืด นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพมักจะแนะนำขิงในการรักษาอาการโรคกระเพาะอาหารเช่นอาหารไม่ย่อยหรืออาการจุกเสียดและยังใช้บ่อยในการรักษาโรคท้องร่วงจากเชื้อแบคทีเรีย

2. ป้องกันไข้หวัด

ขิงช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่ นอกจากนี้ขิงยังมีสารต้านไวรัสต้านพิษและคุณสมบัติต้านเชื้อรา โดยการกระตุ้นให้เกิดการขับเหงื่อและขับไล่ความร้อนบรรเทาอาการไข้เล็กน้อย การรับประทานขิงในช่วงที่เป็นหวัดหรือไข้หวัด จะช่วยล้างพิษในร่างกาย ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น

3. บรรเทาอาการแพ้ท้อง

ขิงสามารถบรรเทาอาการของหญิงตั้งครรภ์ที่ทุกข์ทรมานจากอาการแพ้ท้องเนื่องจากขิงมีวิตามินบี 6 ช่วยบำบัดอาการแพ้ทองที่จะเกิดขึ้นในเวลาเช้า ซึ่งวิตามินบี 6 มีประสิทธิภาพในการกำจัดอาการคลื่นไส้ของหญิงตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นได้ แม้ในเวลาที่มีอาการคลื่นไส้ตามปกติก็สามารถใช้ขิงบรรเทาอาการได้ทันที โดยการรับประทานขิงสดสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขิง เป็นต้น

4. ช่วยลดอาการปวดข้ออักเสบ

ขิงมีคุณสมบัติต้านการอักเสบสามารถช่วยรักษาอาการปวดที่เกี่ยวข้องกับโรคเกาต์ โรคไขข้ออักเสบ และโรคข้อเข่าเสื่อม จากการศึกษาในปี 2001, พบว่าสารสกัดจากขิงมีประสิทธิภาพในการลดอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคข้อเข่าเสื่อมได้ โดยวางขิงกับขมิ้นประคบไปบนพื้นที่ที่เกิดอาการปวด นอกจากนี้ยังรวมถึงการรับประทานขิงดิบหรือปรุงในอาหาร และการใช้น้ำมันหอมระเหยขิงในการอาบน้ำที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและลดอาการปวดข้อต่อได้เช่นกัน

5. ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง

การศึกษาโดยมหาวิทยาลัยมินนิโซตาพบว่าขิงสามารถชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และทำให้ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระดับที่ดี ขิงยังมีความสามารถในการต่อสู้กับมะเร็งชนิดอื่น ๆ รวมทั้งปอดเต้านม, ผิวหนังต่อมลูกหมากและมะเร็งตับอ่อน

6. ลดอาการปวดประจำเดือน

ขิงมีคุณสมบัติต้านการอักเสบและเป็นยาแก้ปวดตามธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพจึงสามารถนำมาใช้เพื่อลดอาการปวดประจำเดือนโดยสามารถใช้ขิงผงหรือแคปซูลขิงในการบรรเทาอาการ นอกจากนี้คุณยังสามารถดื่มชาขิง เพื่อบรรเทาอาการจากความเจ็บปวดจากการมีประจำเดือน

7. ไมเกรน

มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าขิงอาจช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนเนื่องจากความสามารถที่จะหยุดการอักเสบในหลอดเลือด สำหรับไมเกรนการดื่มชาขิงในระหว่างการปวดไมเกรนเพื่อป้องกันอาการปวดจนไม่สามารถทนได้และหยุดการเวียนศีรษะคลื่นไส้

8. อาการไอ

ขิงเป็นยาแก้ปวดธรรมชาติสามารถนำมาใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดและการระคายเคืองของอาการเจ็บคอ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดอาการไอโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดจากโรคไข้หวัด ความร้อนฉุนของขิงช่วยขจัดเมือกจากปอดที่อาจจะก่อให้เกิดอาการไอ โดยการเคี้ยวรากขิงสดหรือดื่มน้ำขิงหรือชาที่จะระงับอาการไอ นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้น้ำมันขิงนวดหน้าอกเพื่อบรรเทาอาการไอ

9. บำรุงหัวใจ

ขิงได้รับการใช้ในการบำรุงหัวใจ มันช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและควบคุมความดันโลหิต ช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือดซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจต่างๆ ขิงมีโพแทสเซียมสูงดีสำหรับสุขภาพของหัวใจอีกทั้งแมงกานีสในขิงจะช่วยปกป้องหลอดเลือดหัวใจและทางเดินปัสสาวะ การรับประทานขิงร่วมในอาหารเป็นการรักษาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดที่ดี

10. ควบคุมโรคเบาหวาน

ขิงสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลินและยาอื่น ๆ ที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นหนึ่งแก้วผสมกับน้ำขิงหนึ่งช้อนชาเป็นสิ่งแรกในตอนเช้าเพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดและลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน นอกจากการบริโภคขิงอาจลดระดับโปรตีนในปัสสาวะลดความเสี่ยงของโรคประเภทต่างๆที่เกิดจากน้ำตาลในเลือดที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังสามารถป้องกันเส้นประสาทในผู้ป่วยโรคเบาหวานและลดระดับไขมันในเลือดได้อีกด้วย

Categories
สุขภาพ

8 วิธีแก้เสียงแหบ

หากใช้เวลาพูดคุย ตะโกนหรือร้องเพลงเป็นเวลานาน อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการเสียงแหบได้ อาการเสียงแหบคืออาการผิดปกติในการใช้เสียง ซึ่งทำให้เสียงที่เปล่งออกมานั้นมีความเบาลง ความผิดปกตินี้เกิดจากปัญหาบางอย่างในส่วนของการผลิตเสียงของกล่องเสียง อาการเสียงแหบนี้สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย และมักเกิดขึ้นบ่อยเป็นครั้งคราว อาการเสียงแหบนอกจากจะเกิดจากสาเหตุของการใช้เสียงที่มากเกินไปแล้ว อาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคกล่องเสียงอักเสบ โรคกรดไหลย้อน ภูมิแพ้ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ เป็นต้น แต่มีบางปัจจัยที่มักพบไม่บ่อยแต่ค่อนข้างอันตราย เช่น มะเร็งลำคอ ดังนี้หากเกิดอาการเสียงแหบเรื้อรังเป็นเวลานาน ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของโรค

สำหรับวิธีการรักษาอาการเสียงแหบนั้น สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ หยุดพูดหรือร้องเพลงให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และต้องพักผ่อนให้เพียงพอ 2-3 วันเพื่อให้อาการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้วิธีพื้นบ้านเพื่อช่วยในการรักษาอาการได้โดยใช้วัตถุดิบที่อยู่ในครัว และนี่คือ 8 วิธีแก้อาการเสียงแหบ

1. ขิง

ขิงเป็นสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพในการักษาอาการเสียงแหบ ขิงจะช่วยบรรเทาการอักเสบและช่วยลดอาการระคายเคืองเนื้อเยื่อรอบกล่องเสียง และยังช่วยป้องกันการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบน ดื่มน้ำขิงผสมผึ้ง 3 ครั้งต่อวัน จะช่วยทำให้อาการดีขึ้น

2. น้ำผึ้ง

น้ำผึ้งจะช่วยป้องกันและบรรเทาอาการระคายเคือง และช่วยลดการอักเสบ เพียงทานน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะเป็นประจำ นอกจากจะช่วยให้อาการบรรเทาลงแล้ว ยังช่วยให้ชุ่มคออีกด้วย

3. น้ำเกลือ

การบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นๆเพียงไม่กี่ครั้งต่อวันจะช่วยการรักษาเสียงของคุณให้เป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว นอกจากเกลือจะช่วยขจัดเมือกจากระบบทางเดินหายใจแล้ว น้ำร้อนยังช่วยลดการระคายเคืองในลำคอ และคุณสมบัติของในฆ่าเชื้อของเกลือยังช่วยป้องกันการติดเชื้อในลำคออีกด้วย ผสมเกลือ 1 ช้อนชากับน้ำอุ่น 1 แก้ว บ้วนปาก 2-3 ครั้งต่อวัน

4. ไอน้ำ

สาเหตุหลักของอาการเสียงแหบเกิดจากการที่ลำคอมีความแห้งมาก ดังนั้นการรักษาด้วยไอน้ำจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นทำให้คุณไม่รู้สึกคอแห้ง ต้มน้ำในหม้อจนเดือด ผสมน้ำมันหอมระเหยลงไป 1-2 หยด สูดดมไอน้ำจากหม้อ จะช่วยให้อาการบรรเทาลง

5. พริกป่น

พริกป่นสามารถรักษาอาการได้อย่างรวดเร็ว พริกป่นจะช่วยให้บรรเทาคออาการระคายเคือง ลดอาการปวดและบวม ทั้งยังช่วยป้องกันการติดเชื้อในลำคอ

6. มะนาว

มะนาวมักถูกนิยมนำมาใช้ในการรักษาอาการเสียงแหบ มะนาวจะช่วยให้ลำคอชุ่มชื้น บรรเทาอาการปวดและการอักเสบ นอกจากนี้วิตามินซีในมะนาวยังช่วยป้องกันและการแพร่กระจายของการเชื้อโรค ผสมน้ำผึ้งและน้ำมะนาวอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะในน้ำอุ่น ค่อยๆจิบเรื่อยๆเพื่อให้ชุ่มคออยู่ตลอด

7. กระเทียม

กระเทียมเป็นวัตถุดิบอีกหนึ่งชนิดที่สามารถหาได้ง่ายในห้องครัวและสามารถช่วยรักษาเสียงแหบได้ โดยกระเทียมจะช่วยป้องกันการอักเสบและช่วยลดอาการปวด ซึ่งจะส่งผลให้อาการหายเร็วขึ้น

8. กระวาน

กระวานมักจะถูกใช้ในการรักษาอาการเสียงแหบ ซึ่งเราจะพบมากในส่วนผสมของยาแก้ไอที่ขายตามท้องตลาด กระวานจะช่วยโดยป้องกันการอักเสบและลดอาการระคายเคือง

Categories
สุขภาพ

10 วิธีแก้อาการเท้าเย็น

อาการเท้าเย็นมักพบบ่อยในผู้ทีมีระบบการไหลเวียนเลือดไม่ปกติ การที่มีออกซิเจนและปริมาณเลือดที่บริเวณเท้าน้อยทำให้เกิดความรู้สึกเย็นขึ้นมานั่นเอง แต่หากคุณมีอาการเย็นแขนและขาเป็นเวลานาน อาจเป็นอาการของโรคอื่นๆได้ เช่น โรคโลหิตจาง โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง โรคปลายประสาทอักเสบ โรคหลอดเลือดโรคเบาหวาน เป็นต้น ดังนั้นหากคุณมีอาการเย็นเท้าเรื้อรังควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา อาการเท้าเย็นนั้นอาจเกิดจากการขาดสารอาหาร การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือการสูบบุหรี่มากเกินไป หากคุณมีอาการดังกกล่าว เรามีวิธีที่ช่วยบรรเทาอาการแบบพื้นบ้านมาแนะนำ และนี่คือ 10 วิธีที่ช่วยบรรเทาอาการเท้าเย็น

1. นวดด้วยน้ำมันอุ่นๆ

การนวดเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเพิ่มความอบอุ่นให้กับเท้า ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปยังเท้าของคุณ โดยใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันงานำไปอุ่น นวดเท้าเบาๆประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นใส่ถุงเท้าผ้าฝ้าย ทำเป็นประจำทุกวันก่อนเข้านอน

2. แช่น้ำอุ่นและน้ำเย็น (Hydrotherapy)

การใช้เท้าแช่น้ำอุ่นและน้ำเย็นเป็นวิธีที่คุณสามารถทำเองได้ง่ายๆที่บ้าน น้ำอุ่นจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในขณะที่น้ำเย็นจะช่วยบรรเทาอาการ แช่เท้าในน้ำเย็นเป็นเวลา 2 นาที จากนั้นสลับไปแช่ในน้ำอุ่นเป็นเวลา 1 นาที ทำไปเรื่อยจนครบ 15-20 นาที จากนั้นเช็ดเท้าให้แห้งแล้วสวมถุงเท้าเพื่อเพิ่มความอบอุ่น

3. การออกกำลังกายเท้า

การออกกำลังกายเท้าเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เลือดไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง นอกจากการออกกำลังกายด้วยการเดินแล้ว อีกวิธีที่สามารถทำได้ง่ายคือ การยืนตรงด้วยปลายเท้าเป็นเวลา 1 นาทีแล้วค่อยๆผ่อนส้นเท้าลงมา ทำซ้ำทุกวันวันละ 10 นาที

4. ดีเกลือฝรั่ง (Epsom salt)

เป็นผงเกลือสีขาวที่มีแมกนีเซียมซัลเฟต นำมาผสมน้ำอุ่นแล้วแช่เท้าไว้ 15-20 นาที จะช่วยเพิ่มแมกนีเซียมให้แก่ร่างกาย การขาดแมกนีเซียมเป็นหนึ่งในสาเหตุของอาการเท้าเย็น

5. ขิง

ขิงช่วยเพิ่มอัตราการไหลเวียนของเลือดและสามารถช่วยป้องกันอาการเท้าเย็น ในขิงมีสาร gingerols และ zingerone ที่ช่วยเพิ่มความร้อนภายในร่างกาย และยังช่วยลดความเสี่ยงการอุดตันของเลือดอีกด้วย โดยจะใช้น้ำขิงชงดื่ม หรือใช้แช่เท้าก็ได้

6. ชาเขียวร้อน

การดื่มชาเขียวร้อนเป็นประจำจะช่วยเรื่องการทำงานของหลอดเลือด เพื่อให้สามารถนำเลือดไปเลี้ยงยังอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งเท้าก็เป็นหนึ่งในนั้น

7. พริกป่น

พริกป่นมีสารที่เรียกว่า แคปไซซิน (capsaicin) ที่จะช่วยปรับปรุงการไหลเวียนเลือดทั่วร่างกาย รวมทั้งเท้าของคุณด้วย พริกป่นจะช่วยให้เท้าอุ่นและช่วยบรรเทาอาการบวมและอาการเสียวที่เท้า ใช้พริกป่น 1 โรยบางๆบนถุงเท้าแล้วสวมใส่ หากต้องการความสะดวกก็ใช้น้ำมันนวดที่มีสวนผสมของแคปไซซินซึ่งมีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป

8. เดินบนหญ้า

การเดินเท้าเปล่าบนหญ้าเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดในเท้า อีกทั้งยังช่วยในเรื่องกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่ข้อเท้าและน่องอีกด้วย

9. ธาตุเหล็ก

ผู้ป่วยโรคโลหิตจางที่เกิดจากการขาดธาตุเหล็กมักจะมีอาการมือเท้าเย็น เนื่องจากเลือดที่มีระดับฮีโมโกลบินต่ำทำให้ไม่สามารถส่งออกซิเจนที่เพียงพอไปยังอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกายได้ ผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 19-50 ต้องการธาตุเหล็ก 18 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่ผู้ชายต้องการเพียง 8 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้นหากมีอาการเท้าเย็นควรทานอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก เช่น แอปเปิ้ล ถั่ว ตับ เนื้อแดง ผักขม เต้าหู้ หอยนางรมและหน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น

10. แมกนีเซียม

แมกนีเซียมเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อระบบการไหลเวียนเลือดและการดูดซึมของวิตามิน D เนื่องจากร่างกายไม่สามารถเก็บแมกนีเซียมไว้ได้นานเราจึงควรรับประทาณอาหารที่อุดมด้วยแมกนีเซียมเป็นประจำทุกวัน ความต้องการแมกนีเซียมในแต่ละวันของผู้หญิงอยู่ที่ประมาณ 300 มิลลิกรัมและผู้ชาย 400 มิลลิกรัม อาหารที่อุดมด้วยแมกนีเซียม ได้แก่ ผักขม ผักกาด สาหร่าย แตงกวา ถั่วเขียว ธัญพืช เมล็ดฟักทองและเมล็ดงา เป็นต้น

เพิ่มเติม

  • ขณะนั่งเก้าอี้ไม่ควรปล่อยให้เท้าห้อยอยู่เหนือพื้น ควรประระดับความสูงให้พอดีเพื่อคุณจะได้พักเท้าได้
  • ถ้าคุณสูบบุหรี่อยู่ เลิกซะ เพราะมันไม่ดีต่อระบบการไหลเวียนของเลือด
Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของขนุน

ขนุนเป็นผลไม้ที่ขนาดใหญ่มีผลสีเหลืองทองและมีรสหวานฉ่ำ เมล็ดของขนุนอุดมไปด้วยแป้งและโปรตีน ผลไม้ชนิดนี้นิยมรับประทานกันมากในประเทศแถบเอเชียในช่วงฤดู​​ร้อน ขนุนนั้นเต็มไปด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายไม่ว่าจะเป็น วิตามิน A วิตามิน C วิตามิน B6 แคลเซียม โพแทสเซียม เหล็ก กรดโฟลิค วิตามินบี ไนอาซินและแมกนีเซียม นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยใยอาหาร แคโรทีน และมีน้ำอยู่ถึงร้อยละ 80 เลยทีเดียว แต่การรับประทานขนุนมากเกินไปอาจทำให้มีผลกระทบต่อกระเพาะอาหาร ดั้งนั้นจึงควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของขนุน

1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ขนุนอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันของคุณให้แข็งแรง สามารถช่วยป้องกันเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของอาการเจ็บป่วยต่างๆ เช่น โรคไอ โรคหวัดและไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น ในขนุน 100 กรัม จะมีวิตามินซีอยู่ 13.8 มิลลิกรัมซึ่งคิดเป็นร้อยละ 17 ของความต้องวิตามินซีที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ดังนั้นควรขนุนกินอย่างน้อยวันละ 1 ถ้วยเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

2. ดูแลสุขภาพผิว

หากคุณกำลังเห็นสัญญาณของริ้วรอยก่อนวัย ขนุนสามารถช่วยคุณได้ สารต้านอนุมูลอิสระในขนุนจะช่วยป้องกันความเสียหายอนุมูลอิสระที่เกิดจากความเครียดและมลพิษ อีกทั้งวิตามินซีในขนุนยังช่วยผลิตคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยให้ผิวแน่นกระชับ นอกจากนี้ปริมาณน้ำจำนวนมากในขนุนยังช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและดูอ่อนกว่าวัย

3. ป้องกันโรคโลหิตจาง

ธาตุเหล็กในขนุนจะช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง และวิตามินซีจำนวนมากในยังช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกาย อีกทั้งแร่ธาตุอื่นๆในขนุน เช่น ทองแดงและแมกนีเซียม ยังช่วยปรับปรุงคุณภาพของเลือดอีกด้วย

4. ช่วยเพิ่มระดับพลังงาน

ด้วยความที่ขนุนนั้นมีน้ำตาลฟรุกโตสและซูโครสอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ร่างกายสามารถนำไปใช้เปลี่ยนพลังงานได้ทันที โดยไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือด และไม่มีไขมันอิ่มตัวหรือคอเลสเตอรอล หากคุณต้องการใช้พลังงานในการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา แนะนำให้ทานขนุนก่อนทำกิจกรรมประมาณ 30 นาที

5. รักษาอาการท้องผูก

เส้นใยธรรมชาติในขนุนสามารถช่วยย่อยอาหารและช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้เพื่อป้องกันอาการท้องผูก นอกจากนี้ขนุนยังช่วยให้ระบบทางเดินอาหารสะอาดและป้องกันการสะสมของเสียในลำไส้ ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

6. ป้องกันความดันโลหิตสูง

ขนุนสามารถช่วยปรับปรุงสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดของคุณโดยการลดความดันโลหิตสูง วิตามินซีในขนุนจะช่วยป้องกันอนุมูลอิสระและช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ นอกจากนี้โพแทสเซียมที่พบในขนุนยังคอยช่วยควบคุมความดันโลหิตโดยการควบคุมระดับโซเดียมในร่างกาย หากโซเดียมสูงก็จะทำให้ความดันโลหิตตามด้วยเช่นกัน นอกจากนี้โพแทสเซียมยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจ

7. บำรุงสายตา

ในขนุนมีวิตามินเอและสารอาหารที่จำเป็นสำหรับดวงตา สารอาหารเหล่านี้จะช่วยปรับปรุงการมองเห็นและช่วยป้องกันต้อกระจก ตาบอดกลางคืน จอประสาทตาเสื่อมและโรคต้อหิน วิตามินเอยังช่วยเสริมสร้างฟิล์มบนกระจกตาที่จะปกป้องดวงตาจากการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัส วิตามินซีในขนุนจะช่วยส่งเสริมการมีสุขภาพดีและช่วยรักษาเซลล์จอประสาทตา นอกจากนี้ยังมีลูทีนที่ช่วยปกป้องดวงตาจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือแสง UV นั่นเอง

8. เสริมสร้างกระดูก

ขนุนที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียมที่เป็นสารอาหารที่ช่วยในการดูดซึมของแคลเ​​ซียม แมกนีเซียมและแคลเซียมสามารถทำงานร่วมกันในการเสริมสร้างกระดูกและป้องกันความผิดปกติของกระดูก เช่น โรคกระดูกพรุน นอกจากนี้โพแทสเซียมยังช่วยป้องกันการสูญเสียแคลเซียมและช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก

9. รักษาต่อมไทรอยด์

ทองแดงพบในขนุนมีหน้าที่สำคัญในระบบการเผาผลาญของต่อมไทรอยด์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตฮอร์โมนและการดูดซึม และวิตามินบีสามารถช่วยรักษาการทำงานของต่อมไทรอยด์และลดอาการของโรคได้

10. ป้องกันโรคมะเร็ง

ขนุนที่อุดมไปด้วยสารอาหารต้านมะเร็งและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยป้องกันการเติบโตของโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งช่องปาก มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งผิวหนัง

Categories
สุขภาพ

8 วิธีแก้หัวเข่าดำและข้อศอกดำ

อาการหัวเข่าดำและข้อศอกดำเป็นปัญหาสำคัญสำหรับสาวๆที่ต้องการสวมใส่เสื้อแขนสั้นหรือกางเกงขาสั้น ผิวบริเวณข้อศอกและหัวเข่าจะมีความหนาและรอยย่นมากกว่าผิวบริเวณอื่น อีกทั้งผิวบริเวณนี้ไม่มีต่อมไขมัน ทำให้ผิวแห้งได้ง่าย นี่จึงเป็นสาเหตูที่ทำให้ผิวที่บริเวณข้อศอกและหัวเข่ามีสีคล้ำกว่าบริเวณอื่นๆ ปัจจัยที่ส่งผลเกิดอาการข้อศอกและหัวเข่าดำ ได้แก่ การเสียดสีบ่อย ตากแดดมาเกินไป ปัจจัยทางพันธุกรรม ความไม่สมดุลของฮอร์โมน และโรคอ้วน เป็นต้น เนื่องการใช้ครีมในการลอกผิวที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาดนั้นอาจทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้ การรักษาโดยวิธีธรรมชาติจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด นอกจากไม่สิ้นเปลืองแล้วยังปลอดภัยอีกด้วยและนี่คือ 8 วิธีแก้หัวเข่าดำและข้อศอกดำ

1. น้ำมันมะพร้าว

ในน้ำมันมะพร้าวมีวิตามินอีที่สามารถช่วยลดอาการดำ ป้องกันไม่ให้ผิวแห้งกร้านโดยการรักษาความชุ่มชื้น อีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมผิวบริเวณที่เกิดความเสียหาย หลังจากอาบน้ำใช้น้ำมันมะพร้าวทาบนหัวเข่าหรือข้อศอก แล้วนวดเบาๆประมาณ 1-2 นาที ทำเป็นประจำเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้งกร้าน
 

2. มะนาว

มะนาวมีคุณสมบัติการฟอกสีตามธรรมชาติซึ่งจะช่วยให้ผิวดูขาวขึ้น นอกจากนี้ก็วิตามินซีจำนวนมากในมะนาวที่ช่วยขจัดเซลล์ที่ตายแล้วและช่วยเพิ่มการฟื้นฟูเซลล์ผิวให้มีสุขภาพดี ใช้น้ำมะนาวทาบนข้อศอกและหัวเข่าของคุณและนวดเบาๆ ทาทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่นแล้วทาโลชั่นให้ชุ่มชื้น

3. โยเกิร์ต

โยเกิร์ตมีกรดแลคติกที่จะช่วยให้ผิวกระจ่างใส ช่วยทำความสะอาดและบำรุงผิว ผสมโยเกิร์ตกับน้ำส้มสายชูอย่างละ 1 ช้อนชา นำไปทาบริเวณที่มีอาการ ปล่อยให้แห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

4. น้ำตาล

น้ำตาลจะช่วยทำให้หัวเข่าและข้อศอกของคุณดูขาวขึ้นโดยการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และยังให้ผิวนุ่มขึ้นอีกด้วย ผสมน้ำตาลและน้ำมันมะกอกในปริมาณเท่าๆกัน ทาบนหัวเข่าหรือข้อศอก ถูเบาๆเป็นวงกลมประมาณ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยสบู่อ่อนหรือน้ำอุ่น ทำวันละครั้ง จนกว่าอาการจะดีขึ้น

5. ผงฟู

ผงฟูจะทำหน้าที่คล้ายน้ำยาทำความสะอาด นอกจากใช้แปรงฟันทำให้ฟันขาวแล้ว ยังช่วยรักษาอาการหัวเข่าและข้อศอกดำได้ด้วย โดยการช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และลดกระบวนการผลิตเม็ดสีที่บริเวณหัวเข่าและข้อศอก ผสมนมและโซดาอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ ถูไปรอบๆบริเวณที่เกิดอาการเป็นวงกลมประมาณ 2-3 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น

6. ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้จะช่วยปรับสภาพผิวทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น และยังช่วยรักษาเรื่องสีผิวไปจนถึงการซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสียหายจากแสงแดด นำเจลว่านหางจระเข้ทาทิ้งไว้บนหัวเข่าหรือข้อศอก 20 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

7. ขมิ้นชัน

ขมิ้นชันสามารถช่วยลดอาการข้อศอกและหัวเข่าดำได้เป็นอย่างดี ขมิ้นชันจะช่วยการปรับโทนสีและทำให้ผิวกระจ่างใส ผสมผงขมิ้นเล็กน้อยกับนม 1 ช้อนชานวดเบาๆ พอกทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำซ้ำทุกวัน ภายใน 1-2 สัปดาห์ อากาจะขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

8. แตงกวา

แตงกวามีคุณสมบัติฟอกสีตามธรรมชาติที่จะช่วยบรรเทาอาการคล้ำของข้อศอกและหัวเข่า นอกจากนี้แตงกวาจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นแลขจัดสิ่งสกปรกจากชั้นผิวชั้นนอก หั่นแตงกวาเป็นชิ้นหนาๆ นวดเบาๆเป็นเวลา 10 นาที วางทิ้งไว้อีก 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

Categories
สุขภาพ

10 วิธีแก้อาการเหงือกบวม

อาการเหงือกบวมเป็นปัญหาที่มักเกิดขึ้นบ่อย ผู้ป่วยจะรู้สึกหงุดหงิดและเจ็บปวด บริเวณที่บวมมักจะมีสีแดงเข้ม เนื่องจากเนื้อเยื่อบริเวณเหงือกนั้นมีเส้นเลือดอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้เมื่อเกิดอาการบวม บริเวณที่เกิดอาการจะมีสีแดงเข้ม ปัญหาเหงือกบวมอาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น การอักเสบและการติดเชื้อของเหงือก การขาดสารอาหาร หรือแม้กระทั้งการตั้งครรภ์ แต่สาเหตุที่พบบ่อยนั้น มาจาการสูบบุหรี่และการแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟันไม่ถูกวิธี และนี่คือ 10 วิธีแก้อาการเหงือกบวม

1. การใช้น้ำอุ่นและน้ำเย็น

การประคบด้วยน้ำอุ่นและน้ำเย็นนั้นเป็นวิธีที่ช่วยบรรเทาอาการปวดและอาการบวมได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้ประคบบนใบหน้าบริเวณที่เกิดอาการประมาณ 5 นาที ห้ามใช้น้ำอุ่นและน้ำเย็นประคบที่เหงือกโดยตรง
 

2. น้ำเกลือ

เกลือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพมากในการรักษาอาการเหงือกบวม เกลือจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปากและป้องกันการติดเชื้อที่อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพช่องปากอื่นๆ นำเกลือ 1 ช้อนชาผสมน้ำอุ่นครึ่งเแ้ก้วและใช้บ้วนปากวันละ 2 ครั้งจนกว่าอาการบวมจะลดลง

3. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide)

ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดและการอักเสบของเหงือก ทั้งยังสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคและรักษาปัญหาหลายๆอย่างในช่องปาก ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์นี้ หาซื้อได้ตามร้านทันตกรรมทั่วไปและควรได้รับคำแนะนำจากทันตแพทย์

4. ขมิ้นชัน

ขมิ้นชันเป็นยาพื้นบ้านซึ่งสามารถรักษาอาการได้อย่างดี ในขมิ้นชันจะมีสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดอาการปวด อาการบวมและการอักเสบ นอกจากนี้ขมิ้นชันยังช่วยป้องกันไม่ให้แบคทีเรียแพร่กระจายไปบริเวณอื่นอีกด้วย ผสมผงขมิ้นครึ่งช้อนชากับน้ำเล็กน้อยทาไว้เหงือกที่บวมทิ้งไว้ 5 นาที แล้วนวดเบาๆ 1 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำซ้ำวันละ 2 ครั้ง จนกว่าอาการจะดีขึ้น

5. ถุงชาดำ

ในชาดำมีสารแทนนิน(tannin) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบของเหงือก ทั้งยังมีต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยให้คุณมีสุขภาพปากที่ดี ใช้ถุงชาแช่ในน้ำร้อน 2-3 นาที นำขึ้นมาแล้วปล่อยไว้ให้เย็น ประคบไว้บนเหงือกประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ

6. ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้สามารถช่วยอาการบวมและมีเลือดออกบริเวณเหงือกได้ สมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ทั้งยังคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย โดยจะป้องกันการเจริญเติบโตของคราบจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดเชื้อแบคทีเรียในปาก นำเนื้อว่านหางจระเข้นวดเบาๆบริเวณที่มีอาการด้วยนิ้วสะอาด 1-2 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น อาการอักเสบจะค่อยๆบรรเทาลง

7. น้ำมันจากต้นชา (Tea Tree Oil)

น้ำมันจากต้นชามีคุณสมบัติเป็นยาปฏิชีวนะและต้านการอักเสบ สามารถช่วยบรรเทาอาการเหงือกอักเสบได้อย่างรวดเร็ว ผสมน้ำมันจากต้นชาไม่กี่หยดในน้ำอุ่น ใช้บ้วนปาก หรือแปรงฟันด้วยยาสีฟันที่มีส่วนผสมของน้ำมันจากต้นชา

8. ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling)

เป็นวิธีรักษาของอินเดียที่มีมาแต่โบราณ วิธีนี้คล้ายๆวิธีนวดน้ำมันของบ้านเรา แต่จะการอมน้ำมันไว้และทำให้เคลื่อนที่ไปทั่วปาก ใช้น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะอมไว้ 15-20 นาที แล้วล้างด้วยน้ำอุ่น ทำเป็นประจำก่อนแปรงฟัน

9. วิตามิน D

การบริโภคอาหารที่มีวิตามิน D เป็นประจำ สามารถช่วยป้องกันและช่วยลดอาการบวม วิตามิน D ยังทำงานควบคู่กับแคลเซียมเพื่อเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกอีกด้วย ออกไปรับแสงแดดอ่อนๆในตอนเช้าทุกวันประมาณ 10 นาที จะช่วยให้ร่างกายของคุณได้วิตามิน D เข้าสู่ร่างกาย หากไม่มีเวลาแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีวิตามิน D สูง ก็เช่น เมล็ดทานตะวัน น้ำมันตับปลา

10. การกินอาหารเพื่อสุขภาพ

โภชนาการที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพเหงือกและฟันที่ดี ซึ่งหากคุณได้รับ แคลเซียม วิตามิน C วิตามิน D และสารอาหารอื่นๆที่จำเป็นอย่างเพียงพอ ปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้นอีก

Categories
สุขภาพ

9 วิธีแก้ริมฝีปากดำ

สาเหตุหลักของอาการริมฝีปากดำคล้ำมักเกิดจากโดนแสงแดดมากเกินไป อาการแพ้ การใช้เครื่องสำอางที่มีคุณภาพต่ำ การสูบบุหรี่ การบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไป และภาวะฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล มีหลายวิธีที่จะช่วยบรรเทาอาการริมฝีปากดำโดยที่ไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าราคาแพงมารักษา ซึ่งเรามีวิธีที่ช่วยบรรเทาอาการแบบพื้นบ้านโดยใช้วัตถุดิบที่อยู่ในครัวมาแนะนำ และนี่คือ 10 วิธีแก้อาการริมฝีปากดำ

1. มะนาว

มะนาวมักจะถูกนิยมใช้ในการรักษาจุดด่างดำและอาการผิวหมองคล้ำ แต่คุณรู้ไหมมะนาวยังสามารถช่วยรักษาอาการปากดำได้เหมือน คุณสมบัติในการฟอกสีของมะนาวสามารถช่วยลดอาการดำคล้ำลงได้ เพียงแค่ใช้น้ำมะนาวผสมกับน้ำผึ้งอย่างละครึ่งช้อนชาทาบนริมฝีปากของคุณก่อนเข้านอน ทำเช่นนี้ทุกวันจนกว่าอาการดำคล้ำจะดูจางลง

2. กุหลาบ

กุหลาบมีคุณสมบัติหลัก 3 อย่างคือ ผ่อนคลาย เพิ่มความเย็นและความชุ่มชื้น นอกจากกุหลาบยังช่วยทำให้ริมฝีปากของคุณมีสีชมพูอย่างเป็นธรรมชาติ ผสมน้ำกุหลาบกับน้ำผึ้ใช้ทาบนริมฝีปากของคุณ 3-4 ครั้งต่อวัน

3. น้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอกสามารถช่วยให้ริมฝีปากของคุณดูมีชีวิตชีวา ในน้ำมันมะกอกมีสารอาหารจำนวนมากที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ที่จะทำให้ริมฝีปากนุ่มและสวยงาม เพียงใช้น้ำมันมะกอกไม่กี่หยดนวดเบาๆที่ริมฝีปากทุกวันก่อนเข้านอน

4. น้ำตาล

น้ำตาลจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้ริมฝีปากดูเข้มและหมองคล้ำ ผสมน้ำตาลทราย 1 ช้อนชากับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชาขัดริมฝีปากเบาๆ สัปดาห์ละครั้ง

5. บีทรูท

บีทรูทมีคุณสมบัติในการฟอกสีตามธรรมชาติซึ่งจะทำให้ริมฝีปากดูสว่างขึ้น ใช้น้ำบีทรูทสดทาบนริมฝีปากของคุณก่อนเข้านอน แล้วล้างออกในตอนเช้า สีแดงของน้ำบีทรูทจะช่วยกลบสีดำของริมฝีปากทำให้ดูแดงขึ้น

6. ทับทิม

ทับทิมมีประโยชน์ต่อการรักษาริมฝีปากดำเป็นอย่างมาก ทับทิมจะช่วยบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้นไม่ให้ริมฝีปากแห้ง และในขณะเดียวกันยังช่วยฟื้นฟูริมฝีปากให้อมชมพูอย่างเป็นธรรมชาติ เพียงผสมน้ำทับทิม น้ำบีทรูทและน้ำแครอทในปริมาณที่เท่ากัน ทาบนริมฝีปากวันละครั้งอาการหมองคล้ำจะลดลง

7. แตงกวา

แตงกวามีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ผิว ริมฝีปากก็เช่นกัน หั่นแตงกวาเป็นชิ้นบางๆ ถูเบาๆเพื่อให้ริมฝีปากดูดซับน้ำจากแตงกวา ทำเช่นนี้ประมาณ 5 นาทีทุกวันจนกว่าอาการจะดีขึ้น

8. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ผลไม้ตระกูลเบอรรี่ ไม่ว่าจะเป็น สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี หรือราสเบอร์รี่ ผลไม้พวกนี้จะมีแร่ธาตุและวิตามินสำคัญที่มีประโยชน์ต่อการรักษาริมฝีปาก ทั้งยังช่วยให้ริมฝีปากอมชมพูดูมีชีวิตชีวา ผสมน้ำราสเบอร์รี่กับน้ำผึ้งเล็กน้อยใช้ทาบนริมฝีปากและขัดผิวเบาๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

9. น้ำผึ้ง

หากคุณมีอาการริมฝีปากแตกควบคู่ไปด้วย แนะนำให้ใช้น้ำผึ้งในการรักษาเนื่องจากน้ำผึ้งมีคุณสมบัติในการสมานแผลและต้านเชื้อแบคทีเรีย ใช้น้ำผึ้งทาริมฝีปากของคุณก่อนเข้านอน ทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นในตอนเช้า ทำเป็นประจำทุกวันแผลจะค่อยๆหาย หากไม่ชอบการทาทิ้งไว้ตอนนอน ให้ผสมน้ำผึ้งกับโยเกิร์ตอย่างละครึ่งช้อนชา ทาทิ้งไว้ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

Categories
สุขภาพ

10 วิธีแก้ปวดท้องประจำเดือน

สำหรับผู้หญิงหลายๆคนแล้วต้องมีวันที่เจ็บปวดที่สุดในทุกๆเดือน นั่นก็คือวันที่ประจำเดือนมานั่นเอง ขณะที่บางคนโชคดีไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดและอาการใดๆเลย อาการข้างเคียงที่พบบ่อยในขณะที่ประจำเดือนมานั้นคือ มีเลือดออกมากเกินไป คลื่นไส้ วิงเวียนศรีษะและปวดที่หน้าท้องหรือต้นขา ความเจ็บปวดในบางครั้งอาจจะมากจนทำให้รู้สึกหงุดหงิดคนรอบข้างอย่างไม่มีสาเหตุ โดยทั่วไปอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเนื่องจากการหดตัวของมดลูกในขณะที่กำลังกำจัดของเสียออกจากร่างกาย และถ้าคุณเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ยังต้องทนกับความเจ็บปวดเหล่านี้หล่ะก็ เรามีวิธีที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนมาแนะนำดังนี้

1. ควบคุมอาหาร

ควรทานผัก ผลไม้ และดื่มน้ำปริมาณมากๆ งดการบริโภคผลิตภัณท์ที่ทำจากนมและอาหารที่มีไขมัน เพราะอาจทำให้หนักและเจ็บปวดมากขึ้น

2. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

จาการศึกษาพบว่าวิตามิน E, วิตามิน B และโอเมก้า 3 อาจลดอาการปวดประจำเดือนได้ ส่วนแคลเซียมและแมกนีเซียมช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อ แต่ต้องนำมาทานก่อน 2-3 เดือน จะสามารถลดอาการปวดได้อย่างเห็นได้ชัด

3. การตรวจสุขภาพ

หากปวดประจำเดือนมากๆอาจเกิดจากเนื้องอกหรือซีสต์ก็ได้ ซึ่งจำเป็นต้องให้แพทย์ผ่าตัดเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดของคุณ

4. ยาแก้ปวด

สามารถลดอาการเจ็บปวดได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด หากทานมากๆอาจผลข้างเคียงเกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารและเกิดการดื้อยา

5. นอนตะแคง

ท่านอนของแต่ละคนที่ช่วยลดปวดประจำเดือนอาจจะแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของมดลูก หากมดลูกเอียงไปด้านซ้ายให้นอนตะแครงขวา ถ้าเอียงไปด้านขวาก็นอนตะแครงซ้าย ลองทดสอบกันดู

6. ถุงน้ำร้อนหรือแผ่นความร้อนไฟฟ้า

วางถุงน้ำร้อนไว้บนหน้าท้องของคุณ จะสามารถช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดซึ่งจะช่วยให้บรรเทาปวดได้ วิธีนี้จากการวิจัยพบว่ามีประสิทธิภาพมากว่าการทานยาแก้ปวด

7. ออกกำลังกายแบบเบาๆ

เดินไปรอบๆบ้าน พื้นที่ใกล้เคียงหรือการออกกำลังกายอื่นๆที่คุณชอบ จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดทำให้ให้อาการปวดหายไปได้

8. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกาแฟ

แอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มและคาเฟอีนในกาแฟอาจทำให้เกิดอาการขั้นรุนแรงมาก

9. การฝังเข็ม

การฝังเข็มได้ถูกนำมาใช้เป็นวิธีการบรรเทาอาการปวดมานานกว่า 2,000 ปี ส่วนใหญ่นิยมใช้ในประเทศจีน

10. เสื้อผ้าไม่รัดแน่น

ควรสวมเสื้อผ้าที่ไม่รัดแน่นจนเกินไปจะช่วยให้ผ่อนคลายลดความอึดอัดและอาการปวดได้

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของว่านหางจรเข้

ว่านหางจระเข้ถือว่าเป็นพืชมหัศจรรย์ที่มีประโยชน์ในทางการแพทย์อย่างมาก ว่านหางจระเข้เต็มไปด้วยเจลที่มีส่วนผสมของวิตามินหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นวิตามิน A B1 B2 B3 B6 B12 C และ E แร่ธาตุที่พบในว่านหางจระเข้มีทั้งทองแดง เหล็ก โซเดียม แคลเซียม สังกะสี โพแทสเซียม โครเมียม แมกนีเซียมและแมงกานีส ในการศึกษาด้านสุขภาพเกี่ยวกับว่านหางจระเข้ พบว่าว่าสมุนไพรธรรมชาติที่น่าประทับชนิดนี้มีความปลอดภัย สามารถใช้ได้ทั้งภายนอกและภายใน และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของว่านหางจรเข้หรืออโรเวล่า

1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ว่านหางจระเข้อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกายจากอนุมูลอิสระภายนอก อนุมูลอิสระเป็นสารที่ไม่ดีต่อสุขภาพและเป็นสารที่นำไปสู่ความชรา การดื่มน้ำว่านหางจระเข้เป็นประจำจะช่วยให้เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

2. ดูแลสุขภาพผิว

ว่านหางจระเข้เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เนื่องจากว่านหางจระเข้สามารถช่วยผิวชุ่มชื้น ช่วยบำรุงและเร่งการผลัดเซลล์ผิวใหม่ นอกจากนี้ว่านหางจระเข้ยังสามารถใช้ในการรักษาผิวที่ถูกแดดเผา แผลจากแมลงกัดต่อย แผลไฟไหม้และการอักเสบต่าง ทั้งยังไม่มีปัญหาสำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่ายอีกด้วย

3. ควบคุมน้ำหนักและระดับพลังงาน

ดื่มน้ำว่านหางจระเข้สามารถช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร ทั้งยังมีสารอาหารจำนวนมากที่สามารถป้องกันความเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย

4. รักษาโรคเหงือก

ว่านหางจระเข้จะมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับปากและเหงือกของคุณ เนื่องจากว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ รักษาเหงือกมีเลือดออก และอาการแผลในปาก

5. รักษาอาการท้องผูก

น้ำว่านหางจระเข้มีเส้นใยธรรมชาติที่ช่วยย่อยอาหารและช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ เป็นยาระบายธรรมชาติชั้นดีที่ใช้ในการรักษาอาการท้องผูก

6. ลดการอักเสบ

ว่านหางจระเข้สามารถนำมาใช้ภายนอกเพื่อบรรเทาการอักเสบของข้อต่อหรือลดอาการปวดข้ออักเสบ นอกจากนี้คุณยังสามารถดื่มน้ำว่านหางจระเข้เพื่อช่วยลดการอักเสบได้ทั่วร่างกาย

7. รักษาสิว

ปัญหาสิวพบมากผู้ที่ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามาก คุณสมบัติต้านการอักเสบของว่านหางจระเข้ช่วยกำจัดสิวและรักษารอยแผลเป็นทีเกิดจากสิวได้

8. รักษาระดับน้ำตาลในเลือด

น้ำว่านหางจระเข้สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ที่มีโรคเบาหวานประเภท 2 โดยการรักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดและลดไตรกลีเซอไรด์

9. ป้องกันหัวใจ

ว่านหางจระเข้ช่วยปรับปรุงไหลเวียนของเลือดที่ช่วยให้ออกซิเจนและสารอาหารสามารถเข้าไปถึงอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย หากในเลือดมีออกซิเจนเพียงพอจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ภาวะจังหวะหัวใจเต้นผิดปกติและความดันโลหิตสูง

10. ลดคอเลสเตอรอล

งานวิจัยของวารสารวิทยาศาสตร์ทางโภชนาการพบว่า ทานว่านหางจระเข้เป็นประจำสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลได้ 30 เปอร์เซ็นต์