Categories
สุขภาพ

9 วิธีแก้อาการไอ

อาการไอเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยมากที่สุด ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ไข้หวัด การสูบบุหรี่ หรือมีปัญหาสุขภาพต่างๆ เช่น โรคหอบหืด วัณโรคและโรคมะเร็งปอด อาการนี้มักคู่กับอาการเจ็บคอหน้าอกและแน่นหน้าอก แทนที่จะต้องค่าใช้จ่ายในการซื้อยาจิบแก้ไอจากร้านขายยา เรามีวิธีที่ช่วยลดอาการโดยใช้วัตถุดิบที่หาได้ในครัวของคุณ และนี่คือ 10 วิธีที่ช่วยบรรเทาอาการไอ

1. ขมิ้นชัน

ขมิ้นชันสามารถช่วยรรักษาอาการไอได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการคอแห้ง อาจให้ชาสมุนไพรโดยเติมผงขมิ้นชันลงไป 1 ช้อนชา

2. ขิง

ขิงเป็นหนึ่งในการรักษาแบบพื้นบ้านที่นิยมมากที่สุดสำหรับอาการไอ ใช้ขิงสดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆใส่ไว้ในถ้วย เติมน้ำแล้วนำไปต้ม สามารถเติมน้ำมะนาวและน้ำผึ้งลงไปเพื่อเพิ่มรสได้ ดื่มวันละ 3-4 ครั้ง จนกว่าจะหายดี

3. มะนาว

มะนาวมีคุณสมบัติที่ช่วยลดการอักเสบและมีวิตามินซีที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อ ใช้น้ำมะนาว 2 ช้อนโต้ะผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต้ะจิบวันละหลายๆครั้ง

4. กระเทียม

กระเทียมมีทั้งคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียและต้านเชื้อจุลินทรีย์ที่ช่วยรักษาอาการไอ

5. หัวหอม

หนึ่งในที่ง่ายที่สุดในการรักษาอาการไอคือการหั่นหัวหอม กลิ่นของหัวหอมที่ระเหยออกมาเมื่อเราสูดดมเข้าไปจะช่วยหยุดอาการไอได้

6. นมอุ่นๆผสมน้ำผึ้ง

นมอุ่นๆกับน้ำผึ้งสามารถบรรเทาอาการคอแห้งและลดอาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากอาการไอไม่หยุด เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรดื่มก่อนเข้านอน

7. พริก

พริกช่วยลดอาการเจ็บหน้าอก ทั้งยังช่วยให้หายจากหวัดได้อีกด้วย

8. น้ำแครอท

ในแครอทมีสารอาหารและวิตามินหลายชนิดที่สามารถช่วยบรรเทาอาการไอ ทำน้ำผลไม้สดเติมแครอท 4-5 หัวดื่มวันละ 3-4 ครั้งจนกว่าอาการไอของคุณจะดีขึ้น

9. องุ่น

องุ่นมีคุณสมบัติช่วยขับเสมหะในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งจะทำให้อาการไอของคุณหายเร็วขึ้น กินองุ่นหรือน้ำองุ่นสดผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชาจะช่วยผ่อนคลายและบรรเทาอาการได้ดี

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของกล้วย

กล้วยมีวิตามินและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี6 เหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี โพแทสเซียม โซเดียมและน้ำตาลธรรมชาติ เช่น น้ำตาลซูโครส ฟรักโทสและกลูโ​​คส เห็นแล้วใช่ไหมว่า กล้วยนั้นมีสารอาหารมากเพียงไหน ที่นี้เรามาดูประโยชน์ของกล้วยที่ดีต่อสุขภาพกันบ้าง และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของกล้วย

1. ควบคุมการทำงานของลำไส้

หากคุณมีปัญหาลำไส้ทำงานผิดปกที่เกิดการระคายเคือง สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ โดยการรับประทานกล้วย ในกล้วยมีเส้นใยจำนวนมากที่ไม่ละลายน้ำสามารถเดินทางผ่านระบบทางเดินอาหารช่วยกวาดของเสียออกมาได้ ในเวลาเดียวกันเพคตินเส้นใยที่ละลายน้ำในกล้วยจะทำหน้าที่ช่วยดูดซับของเหลวในลำไส้ซึ่งช่วยรักษาอาการท้องเสียได้ แต่ควรทานในปริมาณทีพอเหมาะ หากทานมากเกินไปอาจนำไปสู่​​อาการท้องผูก

2. ให้พลังงาน

กล้วยมีวิตามิน แร่ธาตุและคาร์โบไฮเดรตหลายชนิดที่สามารถให้พลังงานได้อย่างรวดเร็ว ในกล้วยนั้นมีน้ำตาลธรรมชาติอยู่ถึง 3 ชนิดคือ กลูโคส ฟรุกโตส และซูโครส การรวมกันของน้ำตาลเหล่านี้สามารถให้พลังงานได้เป็นอย่างดี การรับประทานกล้วยเพียง 2 ลูกจะทำให้ได้รับพลังงานมากพอที่จะออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาได้ถึง 90 นาที

3. ลดแผลในกระเพาะอาหาร

กล้วยมีประโยชน์ต่อกระเพาะอาหารมาก กล้วยช่วยในการผลิตเยื่อบุเมือกมาป้องกันกระเพาะอาหารเพื่อป้องกันกรดซึ่งสามารถนำไปสู่​​การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร อีกทั้งกล้วยยังมีน้ำย่อยโปรตีนที่สามารถช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเกิดแผลในกระเพาะอาหารอีกด้วย

4. บำรุงหัวใจ

กล้วยอุดมไปด้วยโพแทสเซียม อิเล็คโทรไลท์ แร่ธาตุที่เป็นจำเป็นต่อระบบหัวใจ โพแทสเซียมจะเดินทางไปยังเซลล์ต่างๆทั่วร่างกายเพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง นอกจากนี้ยังช่วยให้หัวใจเต้นเป็นปกติ และรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย

5. ช่วยในการลดน้ำหนัก

หากคุณกำลังมองหาอาหารที่สามารถช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ กล้วยนั้นเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีเลยทีเดียว เนื่องจากกล้วยมีไขมันต่ำ แต่มีเส้นใยและวิตามินสูง เส้นใยอาหารในกล้วยจะดูดซับน้ำและใช้พื้นจำนวนมากในท้องจึงทำให้คุณรู้สึกอิ่ม และความหวานตามธรรมชาติของกล้วยยังช่วยให้คุณรู้สึกไม่อยากทานของหวานอีกด้วย

6. รักษาโรคโลหิตจาง

กล้วยเป็นแหล่งของธาตุเหล็ก การขาดธาตุเหล็กเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคโรคโลหิตจาง การรับประทานกล้วยพร้อมกับอาหารชนิดอื่นที่มีธาตุเหล็กอยู่เป็นประจำสามารถลดอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคโลหิตจางได้ รวมทั้ง การอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ปวดหัว หายใจถี่หรือหัวใจเต้นเร็ว

7. บรรเทาอาการแพ้ท้อง

หากคุณกำลังตั้งครรภ์และกำลังกังวลกับอาการแพ้ท้อง กล้วยสามารถช่วยคุณได้ กล้วยสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดอาการคลื่นไส้ หญิงตั้งครรภ์ควรรับประทานกล้วยหลังจากตื่นนอนในตอนเช้าและหลังอาหารแต่ละมื้อ นอกจากนี้กล้วยมีสารอาหารหลายชนิดที่ช่วยควบคุมอารมณ์ของคุณและการพัฒนาทางกายภาพของทารกในครรภ์

8. บำรุงสายตา

กล้วยมีวิตามิน A ที่มีความสำคัญต่อสุขภาพตา และยังช่วยลดความเสี่ยงของอาการตาบอดในเวลากลางคืน ในงานศึกษาของ The Archives of Ophthalmology พบว่า การรับประทานกล้วยเป็นประจำอาจช่วยลดการเสื่อมสภาพการมองเห็นในผู้สูงอายุได้ 36 เปอร์เซ็น

9. รักษาการถูกยุงกัด

การถูกยุงกัดจะทำให้เกิดอาการคัน คุณสามารถใช้เปลือกกล้วยบรรเทาอาการคันและบวม ดดยใช้ด้านในของเปลือกกล้วยถูบริเวณที่โดนกัดประมาณ 5-10 นาที เป็นการรักษาที่ง่ายๆโดยไม่ต้องซื้อครีมจากร้านขายยา

10. รักษาอาการซึมเศร้า

การสำรวจล่าสุดของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจำนวนมากหลังจากที่ทานกล้วย พบว่า ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นมาก กล้วยมีทริปโตเฟนซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข นอกจากนี้กล้วยยังดีต่อคนที่นอนไม่ค่อยหลับ เพียงคุณกินกล้วยก่อนนอนทริปโตเฟนของมันจะช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่ายขึ่น

Categories
สุขภาพ

9 วิธีรักษาโรคหวัดโดยไม่ใช้ยา

โรคหวัดเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อของไวรัส โดยทั่วไปผู้ป่วยจะมีอาการหนาว ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ไอ ไข้สูง คันตา เจ็บคอและปวดเมื่อยตามร่างกาย หากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่นำไปสู่​​การติดเชื้ออื่นๆ เช่น คออักเสบ หลอดลมอักเสบและโรคปอดบวม เป็นต้น และนี่คือ 9 วิธีรักษาโรคหวัดแบบไม่ใช้ยา

1. กระเทียม

กระเทียมมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยรักษาระบบทางเดินหายใจและยังช่วยล้างสารพิษออกจากร่างกายของคุณ

2. น้ำผึ้ง

น้ำผึ้งช่วยลดอาการระคายคอและช่วยให้หวัดหายเร็วขึ้น สารอาหารและเอนไซม์ปริมาณมากในน้ำผึ้งสามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดได้

3. ชาเครื่องเทศ

ชาเครื่องเทศเป็นยาที่มีประโยชน์อย่างมากในการรักษาโรคหวัด เนื่องจากในชานั้นใส่เครื่องเทศหลายชนิดซึ่งสามารถฆ่าเชื่อแบคทีเรียและไวรัสได้ดี

4. ขิง

ขิงจะคุณสมบัติต้านการอักเสบ กินขิงดิบหรือดื่มน้ำขิงวันละหลายๆครั้ง สามารถช่วยได้

5. ซุปไก่

ซุปไก่มีสารอาหารที่จำเป็นและวิตามินอยู่เป็นจำนวนมากที่ช่วยรักษาอาการไข้หวัดได้ ทั้งยังมีต้านอนุมูลอิสระใรปริมาณสูงซึ่งจะทำให้โรคหวัดหายเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและความแข็งแรงของร่างกายจากความเหนื่อยล้าอีกด้วย

6. หัวหอมแดง

หากรู้สึกหนาวมากๆ ให้ทานหอมแดงบ่อยๆ สามารถช่วยได้

7. พริกไทย

พริกไทยเป็นหนึ่งในยาที่ดีที่สุดในการรักษาโรคหวัดโดยวิธีธรรมชาติ สามารถช่วยในการกำจัดเมือกและสารก่อภูมิแพ้ในโพรงจมูก หากคุณมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ให้ใส่พริกไทยลงในอาหารแล้วรับประทาน หรือจะใช้พริกไทยดำ 1 ช้อนชาผสมน้ำอุ่นบ้วนปากก็จะทำให้ได้กลิ่นพริกไทยไปตลอดทั้งวันเลยทีเดียว

8. นม

นมอุ่นๆสามารถช่วยรักษาอาการไอ ปวดเมื่อยร่างกาย และอาการปวดหัวได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ควรทานนมในขณะเย็น ควรทานนมอุ่นหรืออุณหภูมิอยู่ที่ระดับอุณหภูมิห้อง

9. อบเชย

อบเชยสามารถช่วยป้องกันโรคหวัดและช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอที่เกิดจากคอแห้ง ผสมผงอบเชยและกานพลู 2 ช้อนโต๊ะกับน้ำสะอาด เคี่ยวประมาณ 15-20 นาที ดื่มในขณะที่ยังอุ่น สามารถเพิ่มรสด้วยน้ำผึ้งเล็กน้อย ดื่ม 1-3 ครั้งต่อวัน

Categories
สุขภาพ

8 วิธีแก้อาการคัดจมูก

อาการคัดจมูกเกิดขึ้นเมื่อมีอาการบวมในโพรงจมูก ซึ่งนำไปสู่​​การสะสมของเมือกทำให้หายใจได้ไม่ปกติ อาการนี้มักจะมีโรคอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น โรคหวัดหรือเมื่อเกิดอาการแพ้ มีหลายวิธีที่จะช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกได้ แต่วิธีที่ง่ายที่สุดคือใช้วัตถุดิบที่มีอยู่แล้วในห้องครัวของคุณให้เป็นประโยชน์ และนี่คือ 8 วิธีที่ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก

1. กระเทียม

กระเทียมเป็นหนึ่งในวิธีพื้นบ้านที่ดีที่สุดในการลดอาการคัดจมูก คุณสมบัติต้านไวรัสและเชื้อราของกระเทียมจะช่วยป้องกันการติดเชื้อที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ

2. การสูดดมไอน้ำ

การรักษาด้วยการสูดดมเป็นอีกวิธีที่นิยมสำหรับการบรรเทาอาการคัดจมูกในสมัยก่อน โดยการต้มน้ำให้เดือด เมื่อน้ำเดือดจะเกิดไอน้ำ ทำการสูดดมไอน้ำเข้าไปจะสามารถลดอาการคัดจมูกได้ทันที แต่การสูดดมไอน้ำโดยทั่วไป ไม่แนะนำสำหรับเด็กเล็ก เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการถูกน้ำร้อนลวก นอกจากนี้อาจไม่เหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์และผู้ป่วยความดันโลหิตสูงโรคหัวใจ

3. ล้างจมูก

การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือนอกจากจะใช้ในการรักษาอาการคัดจมูกแล้ว ยังช่วยล้างเมือกและอาการระคายเคืองออกจากจมูก ผสมเกลือ 1 ช้อนชาในน้ำอุ่น 2 ถ้วย ทำความสะอาดจนกว่าจะหายดี

4. น้ำมันยูคาลิปตัส

น้ำมันยูคาลิปตัสมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่มีการคัดจมูกอย่างหนัก ทั้งยังคุณสมบัติต้านการอักเสบ และยังสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป

5. อาบน้ำอุ่น

เครื่องทำน้ำอุ่นสามารถช่วยลดอาการคัดจมูกได้ นอกจากจะป้องกันไม่ให้จมูกแห้งแล้ว ยังให้ความชื้นที่สามารถช่วยเปิดทางเดินจมูกที่อุดตัน และการเปิดเครื่องทำน้ำอุ่นเป็นเวลานานๆ จะทำให้เกิดไอน้ำขึ้นในห้องน้ำ ทำให้เราได้การสูดดมไอน้ำไปในตัวด้วย

6. ชาสมุนไพร

ชาสมุนไพรร้อนสามารถช่วยลดเมือกบางอุดตันทางเดินจมูกและช่วยล้างสารพิษออกจากร่างกาย เพียงแค่ดื่มถ้วยชาสมุนไพรร้อนๆไม่กี่ครั้งต่อวันก็จะสามารถช่วยให้อาการบรรเทาลงได้

7. พริกไทยดำ

พริกไทยดำจะให้เกิดการจาม แล้วทำให้มีการกำจัดเมือกและสารก่อภูมิแพ้ในรูจมูก ใช้พริกไทยดำเล็กน้อยผสมน้ำมันงา 3 หยด แล้วใช้นิ้วแต้มทาลงไปในโพรงจมูก

8. อาหารรสเผ็ดร้อน

อาหารรสเผ็ดที่มีส่วนผสมของ ขิง กระเทียม หัวหอมและพริก นี่เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการบรรเทาอาการคัดจมูก มันสามารถช่วยปรับปรุงการไหลเวียนของเมือกผ่านจมูก

Categories
สุขภาพ

9 วิธีแก้อาการคันตา

อาการคันตาเป็นปัญหาที่พบบ่อยมาก ในผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ฝุ่นควันหรือสารปนเปื้อนสูง อาการตาคันอาจเกิดได้ทั้งในและรอบดวงตา ซึ่งไม่ควรใช้มือสัมผัสไม่เช่นนั้นอาจอาจเกิดอันตรายมากขึ้นกว่าเดิม สำหรับการบรรเทาอาการโดยวิธีการรักษาแบบธรรมชาตินั้น สามารถทำได้ง่ายๆ โดยใช้วัตถุดิบที่อยู่ในห้องครัวของคุณ แต่หากมีอาการคันรุนแรงมากจนผิดปกติแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสาเหตุของอาการเพื่อจะได้แก้ไขอย่างถูกวิธี และนี่คือ 10 วิธีที่ช่วยบรรเทาอาการคันตา

1. ประคบเย็น

ใช้การประคบเย็นบริเวณรอบดวงตาที่เกิดอาการ สามารถช่วยให้บรรเทาลงได้ทันที วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและสามารถทำได้บ่อยๆ เพียงแค่แช่ผ้าในน้ำแข็งหรือน้ำเย็น แล้วนำไปวางไว้บริเวณที่เกิดอาการคัน

2. แตงกวา

แตงกวามีคุณสมบัติป้องกันการระคายเคือง และยังช่วยลดการอักเสบ อาการบวมบวม ล้างแตงกวาให้สะอาดและหั่นเป็นชิ้นบางๆ แล้วนำไปแช่เย็นเป็นเวลา 15-20 นาที จากนั้นนำไปวางบนตาของคุณเป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที ทำซ้ำ 4-5 ครั้งต่อวัน

3. นมเย็น

นมยังเป็นหนึ่งในวิธีพื้นบ้านที่เป็นที่นิยมสำหรับอาการคันตา ใช้สำลีแช่ในนมเย็นและถูรอบดวงตา ทำเช่นนี้วันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนเย็น

4. น้ำดอกกุหลาบ (Rose water)

น้ำดอกกุหลาบเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับบรรเทาอาการตาคัน เป็นวิธีธรรมชาติที่ช่วยเรื่องการระบายความร้อนในตาและช่วยให้พวกเขา ใช้สำลีชุดนำ้ดอกกุหลาบเช็ดดวงตาทุกวัน วันละ 2 ครั้ง สามารถช่วยบรรเทาอาการคันตาและลดความหมองคล้ำใต้ตาได้อีกด้วย

5. น้ำเกลือ

น้ำเกลือเป็นวิธีที่ง่ายมีประโยชน์ในการรักษาตาทั้งอาการเจ็บปวดและอาการคัน ช่วยลดการระคายเคืองและการอักเสบในดวงตา และยังช่วยล้างเศษสิ่งสกปรกออก น้ำเกลือสำหรับล้างตานั้นหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป

6. ชาเขียว

ชาเขียวมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย รวมทั้งยังช่วยบรรเทาอาการคันและต้านการอักเสบ ต้มชาเขียว 2 ถุงในน้ำสะอาด ใช้ล้างตาวันละ 2 ครั้งสามารถช่วยอาการบรรเทาลงได้

7. ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติผ่อนคลายและความชุ่มชื้น สามารถช่วยแก้ปัญหาอาการเจ็บตาและอาการคันที่เกิดจากตาแห้งได้เป็นอย่างดี

8. มันฝรั่งดิบ

มันฝรั่งดิบสามารถนำมาช่วยบรรเทาได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากคุณสมบัติฝาดของมันฝรั่งดิบช่วยบรรเทาอาการผื่นแดงและการอักเสบ หั่นมันฝรั่งดิบเป็นชิ้นบางๆ แช่ไว้ในตู้เย็น 15-20 นาที แล้วนำไปวางบริเวณที่เกิดอาการคันในเวลากลางคืนก่อ​​นเข้านอน

9. น้ำผักผลไม้

น้ำผักผลไม้สดโดยเฉพาะอย่างยิ่งแครอทและผักขม สามารถช่วยรักษาอาการตาคันได้ดี ดื่มน้ำผลไม้สดวันละ 2 ครั้งจนกว่าคุณรู้สึกว่าอาการคันบรรเทาลง

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่

สตรอเบอร์รี่เป็นหนึ่งในผลไม้ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีรูปทรงคล้ายรูปหัวใจ มีกลิ่นหอม ลักษณะสีแดงสด เนื้อฉ่ำและรสชาติหวานอมเปรี้ยว สตรอเบอร์รี่ยังเป็นผลไม้ชนิดเดียวในโลกที่มีเมล็ดอยู่ภายนอก มีสายพันธุ์อยุ่ประมาณกว่า 600 สายพันธุ์ ทั้งยังสามารถนำไปเป็นส่วนผสมในการประกอบอาหารได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สลัด น้ำผลไม้ พาย ไอศครีมสมูทตี้ และช็อคโกแลต

สตรอเบอร์รี่นั้นอุดมไปด้วยไปด้วยวิตามิน C และ K แคลเซียมแมกนีเซียม กรดโฟลิก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โฟเลตและเส้นใยอาหาร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสารอาหารและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และสตรอเบอร์รี่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและกรดซาลิไซลิที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบแและใช้ประโยชน์ในด้านความงาม และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่

1. ลดริ้วรอยก่อนวัย

วิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในสตรอเบอร์รี่จะช่วยชะลอความแก่ พวกมันจะช่วยป้องกันความเสียหายต่อผิวและร่างกายที่เกิดจากอนุมูลอิสระที่สามารถก่อให้เกิดริ้วรอย นอกจากการรับประทานแล้ว คุณสามารถใช้สตรอเบอร์รี่มาร์คหน้าเพื่อริ้วรอยได้อีกด้วย

2. ปรับปรุงผิว

สตรอเบอร์รี่สามารถช่วยให้ผิวที่หมองคล้ำดูสดใสและมีสุขภาพดีขึ้น กรดในสตรอเบอร์ที่ช่วยลดจุดด่างดำและรอยแผลเป็นให้ดูจางลง และสารต้านอนุมูลอิสระในสตรอเบอร์รี่ยังมีช่วยในการปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลต (UV)

3. ช่วยให้ริมฝีปากดูสดใส

ในสตรอเบอร์รี่มีแร่ธาตุและวิตามินที่สำคัญที่สามารถช่วยรักษาริมฝีปากคล้ำ และยังช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วซึ่งจะทำให้ริมฝีปากของคุณมีชีวิตชีวาและอวบอิ่มขึ้นขึ้น

4. รักษาสิว

สตรอเบอร์รี่เป็นหนึ่งในส่วนผสมที่ดีที่สุดสำหรับแก้ปัญหาสิว กรดธรรมชาติของสตรอเบอร์รี่จะช่วยขจัดความมันส่วนเกินซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว นอกจากนี้พวกเขามีเส้นใยที่ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย

5. ขัดผิว

วิตามินซีและกรดซาลิไซลิในสตรอเบอร์รี่สามารถช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วความมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกออกจากผิว เพียงแค่บดสตรอเบอร์รี่สุก 1 กำมือ ผสมกับน้ำตาลและน้ำมันมะกอก 1 ช้อนชาแต่ละนวดเบาๆ บนร่างกาย 15 นาทีก่อนที่จะอาบน้ำ เพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ คุณก็จะมีผิวดูสดใสสุขภาพดี

6. ช่วยให้ฟันขาว

สตรอเบอร์รี่เป็นวิธีธรรมชาติที่จะช่วยให้ฟันของคุณดูขาวขึ้น วิตามินซีในสตรอเบอร์รี่จะช่วยขจัดคราบจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดสีเหลือง และยังมีกรดมาลิกที่ช่วยให้ฟันดูขาวสว่างเหมือนไข่มุก บดสตรอเบอร์รี่ 1-2 ลูก ถูบนฟันของคุณไม่กี่นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเช่นนี้วันละสองครั้ง เพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ฟันของคุณจะดูขาวขึ้น

7. แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย

สตรอเบอร์รี่มีคุณสมบัติเป็นยาสมานแผลที่ช่วยรักษาผิวหย่อนคล้อย นอกจากนี้พวกมันยังอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเพิ่มการผลิตเส้นใยคอลลาเจน ซึ่งจะช่วยให้ผิวเรียบเนียนและป้องกันไม่ให้ผิวย่อนคล้อย

8. ลดฟ้าและกระ

วิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระในสตรอเบอร์รี่สามารถช่วยให้ฝ้าและกระจางหายไป

9. ลดรอยบวมใต้ตา

สตรอเบอร์รี่มีสารธรรมชาติที่ทำงานเป็นสารต้านการอักเสบที่จะช่วยกำจัดอาการบวมใต้ตา แช่สตรอเบอร์รี่ขนาดใหญ่ในตู้เย็นเป็นเวลา 20-30 นาที หั่นให้เป็นชิ้นหนาๆ นอนลงและวางแผ่นสตรอเบอร์รี่ไว้บนตาของคุณประมาณ 10 ถึง 15 นาที จะช่วยให้ตาคุณดูสุขภาพดีขึ้นได้

10. เล็บมีสุขภาพดี

สตรอเบอร์รี่ที่อุดมไปด้วยไบโอตินที่ช่วยเสริมสร้างเล็บแข็งแรง ไบโอตินจะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเล็บโดยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเคราติน หากคุณมีเล็บอ่อนแอมาก ให้ทานสตรอเบอร์รี่สุก 1 กำมือเป็นอาหารว่างทุกวัน สามารถช่วยให้เล็บดูแข็งแรงขึ้นได้

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของขมิ้นชัน

ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายมักจะถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ราชินีแห่งเครื่องเทศ” ลักษณะที่สำคัญของขมิ้นชันคือมีกลิ่นหอมและมีสีทอง คนทั่วโลกนิยมใช้ในการปรุงอาหาร ในวารสารสมาคมเคมีของอเมริกาได้ระบุไว้ว่า ขมิ้นมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่เป็นจำนวนมากที่สามารถต้านไวรัส เชื้อแบคทีเรียเชื้อรา มะเร็งและการอักเสบได้ นอกจากนี้ยังมีสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพหลายอย่างเช่น โปรตีน ใยอาหาร ไนอาซิน วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค โพแทสเซียม แคลเซียม ทองแดง เหล็ก แมกนีเซียมและสังกะสี ด้วยการขมิ้นชันอุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย จึงทำให้ขมิ้นชันนิยมถูกนำมาใช้ในการรักษาปัญหาสุขภาพต่างๆ และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของขมิ้นชัน

1. ป้องกันโรคมะเร็ง

ขมิ้นชันสามารถช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก หยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่มีอยู่และทำลายเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากได้ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งอื่นๆ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว(T-cell) มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม

2.บรรเทาอาการโรคข้ออักเสบ

คุณสมบัติต้านการอักเสบของขมิ้นชันสามารถช่วยรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมและโรคไขข้ออักเสบได้ นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระในขมิ้นชันจะไปทำลายอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์ของร่างกาย งานวิจัยพบว่าผู้ป่วยโรคไขข้ออักเสบที่กินขมิ้นชันมีอาการบรรเทาลงมาก

3. รักษาโรคเบาหวาน

ขมิ้นชันสามารถช่วยควบคุมให้อินซูลินอยู่ที่ระดับเหมาะสม ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมระดับน้ำตาลและเผลของยาที่ใช้ในการรักษา แต่หากใช้ร่วมกับยาขมิ้นชันอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ดังนั้นควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานขมิ้นชันพร้อมกับยารักษาโรคเบาหวาน

4. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

การวิจัยได้พิสูจน์แล้วว่าเพียงแค่ใช้ขมิ้นชันเป็นเครื่องปรุงอาหารก็สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้

5. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ในขมิ้นชันมีสารที่เรียกว่า lipopolysaccharide ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงสามารถช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้หลายชนิดไม่ว่าจะเป็นโรคหวัดหรืออาการไอ

6. รักษาบาดแผล

ขมิ้นชันมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อและต้านเชื้อแบคทีเรียตามธรรมชาติ หากคุณมีแผลจากการโดนมีดบาดหรือแผลไฟไหม้ให้โรยด้วยจผงขมิ้นบริเวณบาดแผลจะทำให้แผลหายเร็วขึ้น นอกจากขมิ้นยังช่วยรักษาโรคสะเก็ดเงินและอาการอักเสบของผิวหนังอีกด้วย

7. ควบคุมน้ำหนัก

ผงขมิ้นจะมีประโยชน์มากในการรักษาน้ำหนักตัวที่เหมาะ ปัจจุบันนิยมใช้ขมิ้นชันช่วยเพิ่มการไหลเวียนของน้ำดีในการสลายไขมันในอาหาร สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหรือรักษาโรคอ้วน

8. ป้องกันโรคอัลไซเมอร์

การอักเสบของสมองเป็นหนึ่งสาเหตุของความผิดปกติและนำไปสู่โรคต่างๆ เช่น โรคอัลไซเมอร์ ขมิ้นชันสามารถช่วยกำจัดคราบจุลินทรีย์สร้างขึ้นในสมองและปรับปรุงการไหลของออกซิเจน ที่ช่วยป้องกันหรือชะลอการลุกลามของโรคอัลไซเมอร์

9. เพิ่มการย่อยอาหาร

ส่วนประกอบที่สำคัญหลายๆชนิดในขมิ้นชันสามารถช่วยกระตุ้นถุงน้ำดีให้ผลิตน้ำดีซึ่งจะช่วยเพิ่มการย่อยอาหารและช่วยลดอาการท้องอืด แต่ผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับถุงน้ำดีควรงดทานขมิ้นชัน เนื่องจากจะทำให้ถุงน้ำดีทำงานหนักทำให้สุขภาพแย่ลง

10. ป้องกันโรคตับ

ขมิ้นชันสามารถช่วยขจัดสารพิษในตับ โดยการผลิต Vital Enzymes ขึ้นมาเพื่อไปทำลายสารพิษเหล่านั้น

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของการดื่มน้ำ

น้ำเป็นส่วนประกอบหลักของร่างกาย ซึ่งในความเป็นจริงร่างกายเรานั้นประกอบด้วยน้ำอยู่ร้อยละ 55 ถึงร้อยละ 78 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของร่างกาย ดังนั้นเราต้องดื่มน้ำให้เพียงพอต่อการใช้น้ำปกติของร่างกาย ปริมาณน้ำที่คุณดื่มในชีวิตประจำวันนั้นมีความสำคัญมากต่อสุขภาพร่างกาย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 8 ถึง 10 แก้วเพื่อสุขภาพที่ดี น้ำยังช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้นซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายที่จะต้องใช้น้ำในทำงาน และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของการดื่มน้ำ

1. บรรเทาความเมื่อยล้า

หากคุณมักรู้สึกเหนื่อยบ่อยๆ มีโอกาสสูงที่ร่างกายของคุณอาจได้รับน้ำไม่เพียงพอ ความเมื่อยล้านั้นเป็นหนึ่งในสัญญาณแรกของการขาดน้ำ เมื่อน้ำในร่างกายลดลงจะทำให้ปริมาณเลือดลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดออกซิเจนออกมาในกระแสเลือด และอวัยวะต่างๆก็จะมีประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลง ดังนั้นการดื่มน้ำที่เพียงพอจะช่วยให้การทำงานของร่างกายของคุณดีขึ้นและลดความเมื่อยล้า

2. ควบคุมอารมณ์

การวิจัยพบว่า การขาดน้ำจะส่งผลทางลบต่ออารมณ์และความสามารถในการคิดของคุณ

3. รักษาอาการปวดหัวและไมเกรน

หากคุณมีอาการปวดหัวหรือไมเกรน สิ่งแรกที่คุณควรทำเพื่อบรรเทาอาการคือ ดื่มน้ำปริมาณมากๆ อาการปวดหัวและไมเกรนส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการขาดน้ำ ในงานตีพิมพ์ของวารสารประสาทวิทยาของยุโรป นักวิจัยพบว่า การเพิ่มปริมาณน้ำในร่างกายสามารถช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการปวดหัวได้

4. ช่วยในการย่อยอาหารและอาการท้องผูก

น้ำยังช่วยเพิ่มประสิทธภาพของการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งจะช่วยในการย่อยอาหารและป้องกันอาการท้องผูก การที่น้ำในร่างกายไม่เพียงพอมักจะส่งผลให้เกิดอาการท้องผูก เนื่องจากลำไส้ใหญ่จะดึงน้ำจากอุจจาระเพื่อรักษาความชุ่มชื้นไว้

5. ช่วยลดน้ำหนัก

ในการทดลองพบว่า การดื่มน้ำ 2 แก้วก่อนรับประทานอาหาร สามารถช่วยระงับความอยากอาหารได้ ด้วยเหตุนี้การดื่มน้ำก่อนอาหารจึงเป็นวิธียอดนิยมในการลดน้ำหนัก

6. ขับสารพิษ

น้ำเป็นตัวขจัดสารพิษที่ดีมาก โดยน้ำที่จะช่วยขับสารพิษและกำจัดของเสียออกจากร่างกายผ่านเหงื่อและปัสสาวะ นอกจากนี้ยังรักษาการทำงานของไตและลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในไตได้ โดยเจือจางเกลือและแร่ธาตุในปัสสาวะที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดนิ่วในไต

7. ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

จำนวนน้ำที่เพียงพอสามารถช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย น้ำมีคุณสมบัติช่วยดับความร้อน ทั้งยังสามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายโดยวิธีระเหยทางเหงื่อบนพื้นผิว นอกจากน้ำยังช่วยให้ข้อต่อและกล้ามเนื้อของคุณหล่อลื่น เพื่อป้องกันการเป็นตะคริวและเคล็ดขัดยอก

8. สุขภาพผิวที่ดี

น้ำช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้นและช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดที่จะทำผิวของคุณมีสุขภาพดีและดูอ่อนเยาว์ น้ำจะช่วยเติมเต็มเนื้อเยื่อและเพิ่มความยืดหยุ่นในผิว เมื่อร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอผิวของคุณจะรู้สึกชุ่มชื้นและเรียบเนียน นอกจากนี้น้ำจะช่วยป้องกันและรักษารอยแผลเป็นจากสิว ริ้วริ้วรอยและอาการอื่นๆ

9. บรรเทาอาการเมาค้าง

การดื่มน้ำเป็นวิธีที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพในการกำจัดอาการเมาค้างได้เป็นอย่างดี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้คุณรู้สึกปวดปัสสาวะมากขึ้นกว่าปกติ ดังนั้นการดื่มน้ำมากๆจะช่วยแก้อาการเมาค้างได้ดีโดยการขับออกทางปัสสาวะ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดื่มน้ำ 16 ถึง 20 ออนซ์ในเวลากลางคืนก่อ​​นนอนหลังจากที่คุณได้มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก

10. กำจัดกลิ่นปาก

กลิ่นปากเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าคุณอาจจะไม่ได้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ น้ำจะทำให้ปากของคุณชื้นและช่วยล้างเศษอาหารและแบคทีเรีย ทั้งยังช่วยเจือจางสารที่มีกลิ้นเหม็นที่สร้างโดยแบคทีเรียในช่องปากอีกด้วย ดังนั้นเราควรดื่มน้ำหลังจากรับประทานอาหารหรือขนมเพื่อช่วยควบคุมกลิ่นกำจัดเชื้อแบคทีเรียและเศษอาหารที่ติดอยู่ที่ฟันและเหงือก

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของมะขามป้อม

มะขามป้อมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินซี และยังมีแร่ธาตุวิตามินอื่นๆอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น แคลเซียมฟอสฟอรัส เหล็ก ทองแดง โพแทสเซียม แมงกานีส แมกนีเซียม โครเมียมและวิตามิน A และ B-complex ทั้งยังเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตและเส้นใยอาหาร นอกจากนี้มะขามป้อมสดยังมีน้ำมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์และมีแคลอรี่ต่ำ คุณสามารถรับประทานเพื่อสุขภาพได้ทั้งแบบสด ดอง หรือในรูปของน้ำผลไม้ และ 10 คุณประโยชน์ของมะขามป้อมมีดังนี้

1. บำรุงเส้นผม

ในการแพทย์แผนโบราณของอินเดียมักใช้มะขามป้อมในการรักษาปัญหาเส้นผม เนื่องจากปริมาณวิตามิน C ที่สูงของในมะขามป้อมจะช่วยรักษาผมหงอก ผมร่วงบำรุงและซ่อมแซมเส้นผม หากเราขาดวิตามิ C สามารถนำไปสู่​​การอาการผมร่วงและผมเสีย กินมะขามป้อมหรือใช้น้ำมันมะขามป้อมนวดหนังศีรษะไม่กี่ครั้งในแต่ละสัปดาห์สามารถช่วยให้คุณมีสุขภาพเส้นผมที่ดีได้

2. บำรุงสายตา

มะขามป้อมยังช่วยบำรุงสายตา ในมะขามป้อมเต็มไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย ที่ช่วยบำรุงเส้นเลือดฝอยและรักษาทำงานของเซลล์จอประสาทตา นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการคันและอาการตาแห้งได้ด้วย ใช้น้ำมะขามป้อม 2 ช้อนชาผสมน้ำเปล่าครึ่งถ้วย เติมน้ำผึ้งเล็กน้อย ดื่มทุกเช้าเพื่อสุขภาพตาที่ดีของคุณ

3. รักษาโรคเบาหวาน

มะขามป้อมช่วยในการรักษาโรคเบาหวานและน้ำตาลในเลือดสูง โครเมียมในมะขามป้อมจะช่วยควบคุมการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและทำให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลิน ซึ่งสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

4. บำรุงสมอง

มะขามป้อมยังมีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงหน่วยความจำและการทำงานของสมอง ในปี 2007 การศึกษาของวารสารสรีรวิทยาและพฤติกรรม พบว่าวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระในมะขามป้อม ช่วยบำรุงความจำและป้องกันของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้

5. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

วิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระในมะขามป้อมมีคุณสมบัติช่วยปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัด โรคมะเร็งและโรคอื่นๆ เพราะมะขามป้อมจะช่วยเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน และยังช่วยเพิ่มความอยากอาหารอีกด้วย

6. ลดริ้วรอยก่อนวัย

มะขามป้อมสามารถช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัย เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากที่พบในมะขามป้อมช่วยลดปริมาณของอนุมูลอิสระในร่างกาย ทำให้ช่วยลดจุดด่างดำและริ้วรอย นอกจากนี้วิตามินในมะขามป้อมยังจำเป็นสำหรับการผลิตคอลลาเจนที่ช่วยรักษาความยืดหยุ่นของผิวทำให้ผิวดูอ่อนวัย

7. ช่วยลดคอเลสเตอรอล

มะขามป้อมช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด โดยเพคตินจะช่วยป้องกันการรวมตัวของเกล็ดเลือดและช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีช่วยปรับปรุงสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

8. บำรุงหัวใจ

มะขามป้อมช่วยบำรุงและเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจทำให้สามารถหมุนเวียนเลือดได้อย่างราบรื่น และธาตุเหล็กในมะขามป้อมยังช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดง เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงภาวะหัวใจเต้นผิดปกติและหัวใจวาย ในปี 2012 งานวิจัยในวารสารเภสัชวิทยาของอินเดียพบว่า มะขามป้อมสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ ดังนั้นผสมมะขามป้อม 1 ช้อนชาน้ำอุ่น ดื่มทุกวันตอนเช้าในขณะท้องว่าง สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

9. ป้องกันปัญหาระบบทางเดินปัสสาวะ

มะขามป้อมยังช่วยบำรุงระบบการทำงานของไต เป็นยาขับปัสสาวะช่วยเพิ่มความถี่และปริมาณของปัสสาวะ ทั้งยังช่วยล้างสารพิษออกทางระบบทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้วิตามินซีในมะขามป้อมยังช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและทำให้ช่วยรักษาโรคทางเดินปัสสาวะต่างๆ เช่น กา​​รติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

10. รักษาสุขภาพช่องปาก

วิตามินซีและสารอาหารอื่นๆในมะขามป้อมดีต่อสุขภาพช่องปาก พวกมันช่วยป้องกันแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของอาการฟันผุ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาเนื้อเยื่อเหงือกเและยับยั้งแบคทีเรียในช่องปากที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ เคี้ยวมะขามป้อมทุกวันจะช่วยให้ฟันและเหงือกแข็งแรงเป็นเวลาหลายปี

Categories
สุขภาพ

8 อาหารที่ไม่ควรทานในช่วงมื้อดึก

การมีสุขภาพที่ดีนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเรารับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพียงอย่างเดียว ช่วงเวลาและสัดส่วนที่เหมาะสมก็สำคัญไม่แพ้กัน การทานอาหารมื้อหนักในเวลากลางคืนจะส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหารและการนอนหลับของคุณ ทั้งยังอาจนำไปสู่​​การเพิ่มขึ้นน้ำหนัก เพราะร่างกายไม่สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากนักในขณะนอนหลับ

การอดอาหารในมื้อเย็นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะร่างกายจะมีการกระตุ้นให้หิวมากในช่วงดึกแทน ดั้งนั้นควรจะหาอาหารเบาๆทานในมื้อเย็นจะดีกว่า และการศึกษายังพบว่า การอดนอนนั้นจะส่งผลต่อดัชนีมวลร่างกายของคุณ (BMI) ซึ่งนำไปสู่​​การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักนั่นเอง ส่วน 8 อาหารที่ไม่ควรทานในช่วงมื้อดึก มีดังนี้

1. กาแฟ

คาเฟอีนถึงแม้จะสามารถทำให้คุณไม่ง่วงนอนได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง แต่ผลของมันจะทำให้คุณหลับไม่สนิท และการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพแบบนี้ในเวลากลางคืน จะส่งผลให้เกิดความเมื่อยล้าในเวลากลางวัน หากคุณต้องทำงานดึกๆทุกวัน แนะนำให้ลองเปลี่ยนจากกาแฟเป็นชาสมุนไพรแทน

2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ถึงแอลกอฮอล์จะทำให้เกิดอาการง่วง ช่วยลดเวลาที่ใช้ในการนอนหลับ และช่วยให้นอนหลับได้สนิท แต่นั่นไม่ได้ส่งผลให้เกิดฟื้นฟูร่างกายขณะนอนหลับเพิ่มขึ้นเลย แถมยังทำให้เกิดอาการนอนกรน ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในมื้อดึกเพื่อป้องกันการอุดตันของระบบทางเดินหายใจ

3. เนื้อแดง

การรับประทานสเต็กหรืออาหารที่มีเนื้อแดงจำนวนมากจะทำให้คุณรู้สึกเฉื่อยชาในเช้าของวันรุ่งขึ้น ถึงแม้เมื่อทานไปแล้วจะทำให้รู้สึกง่วงนอนก็ตาม อาหารพวกนี้เป็นอาหารที่ย่อยยาก ทำให้ร่างกายต้องทำงานระบบการย่อยอาหารทั้งคืน คุณจึงรู้สึกหมดแรงในช่วงเช้า

4. ถั่ว

เส้นใยจำนวนมากที่อยู่ในถั่วสามารถทำให้เกิดปัญหาท้องอืดในช่วงดึก ความจริงแล้วปัญหาการมีก๊าซเกินในกระเพราะเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยมากที่สุดสำหรับอาหารเส้นใยสูง นอกจากนี้ บรอกโคลี ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี และพืชตระกูลหัวต่างๆ เช่น กระเทียม หัวหอมและหอมแดง เมื่อทานมากๆในช่วงดึกอาจนำไปสู่​​ภาวะก๊าซเกินและท้องอืดได้

5. อาหารที่มีชีสเยอะๆ

ในช่วงติวสอบหรือช่วงทำงานดึกๆ คนส่วนใหญ่มักชอบสั่งพิซซ่ามาทานกัน แต่หารู้ไม่ในความอร่อยของชีสนั้นจะทำให้คุณง่วงนอนเร็วขึ้น ในชีสมีทริปโตเฟนซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกง่วงนอน การรับประทานชีสที่มีไขมันสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืนจะทำให้รู้สึกแน่นท้อง และชีสยังเต็มไปด้วยแคลอรี่ซึ่งร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้ในช่วงกลางคืน

6. อาหารที่มีไขมันสูง

มันฝรั่งทอด แฮมเบอร์เกอร์และอื่นๆ ที่พบได้ง่ายในร้านสะดวกซื้อ อาหารแคลอรี่สูงพวกนี้จะอุดมไปด้วยไขมันที่ใช้เวลานานในการย่อย ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะกรดเกินในกระเพาะอาหาร แพทย์แนะนำว่า ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนควรจะงดอาหารทอดและอาหารที่มีไขมันสูง

7. น้ำอัดลม

การดื่มน้ำอัดลมในเวลากลางคืนสามารถเพิ่มความดันในกระเพาะอาหารและอาจทำให้เป็นเกิดโรคกระเพาะได้ นอกจากนี้น้ำตาลจำนวนมากในเครื่องดื่มอัดลมหลายๆชนิด ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้รบกวนการนอนหลับของคุณ

8. ช็อคโกแลตและขนมหวาน

การทานช็อคโกแลตในเวลากลางคืนเป็นความคิดที่ผิด ในช็อคโกแลตมีสารกระตุ้น เช่น คาเฟอีนและทีโอโบรมีน ที่สามารถให้คุณตาค้างได้นานมากๆ และควรหลีกเลี่ยงขนมอบกรอบและขนมหวานเช่นกัน นอกจากจะก่อให้เป็นแหล่งพลังงานแล้ว อาหารเหล่านี้มีคาร์โบไฮเดรตซึ่งจะนำไปสู่​​การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักอีกด้วย