Categories
ท่องเที่ยว

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศมัลดีฟส์

มัลดีฟส์เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการฮันนีมูนและคู่รักที่กำลังมองหาชายหาดหรือเกาะหรูๆในวันหยุด ที่นี่มีทุกสิ่งที่ท่านอาจต้องการในเกาะเขตร้อนไม่ว่าจะเป็น น้ำใสๆ หาดทรายขาวๆ วันที่แดดอุ่นๆเหมาะแก่การดำน้ำ และคุณยังสามารถนอนในบังกะโลเหนือน้ำได้ด้วย หรือแม้กระทั่งนวดทำสปา เรามีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่คุณไม่ควรพลาดมานำเสนอดังนี้

มาเล่ (Male)

เกาะเล็ก ๆ กว้างประมาณ 1 กิโลเมตรและยาว 2 กิโลเมตร เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยสีสันมีชีวิตชีวาและเป็นเมืองหลวงของมัลดีฟส์มีการพัฒนาเป็นเมืองชั้นนำระดับโลกที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและทันสมัย ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครอง ธุรกิจการค้า และศาสนาวัฒนธรรมของประเทศมัลดีฟส์ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของที่นี่คือ Hukuru Miskiyy – เป็นมัสยิดเก่าแก่ที่สุดในประเทศมัลดีฟ สร้างขึ้นเมื่อปี 1656 ลักษณะภายนอกของมัสยิดอาจดูไม่โดดเด่นมากนัก แต่ผนังด้านในทำขึ้นจากซากปะการังและแกะสลักลวดลายอย่างสวยงาม ผนัง ประตู และหน้าต่างของมัสยิดสร้างขึ้นจากไม้ชนิดต่างๆ อาทิเช่น ไม้สัก ไม้จันทร์ นอกจากนี้ภายในยังประดับตกแต่งไปด้วยเครื่องไม้มากมาย มัสยิดแห่งนี้เป็นที่ฝังศพของสุลต่าน ขุนนางชั้นสูง และบุคคลสำคัญของมัลดีฟส์ด้วย

Addu Atoll (Seenu)

ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมัลดีฟส์ เป็นเกาะปะการังที่มีรูปร่างเหมือนหัวใจยาวประมาณ 18 กิโลเมตร และกว้างประมาณ 15 กิโลเมตรยาว มีเมืองหลวงคือ Hithadhoo มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 3 หมื่นคน ที่นี่ประกอบไปด้วยเกาะทั้งสิ้น 24 เกาะ 20 เกาะนั้นยังไม่มีคนอาศัยอยู่ มีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำที่เกิดจากน้ำขึ้นน้ำลงซึ่งอาจสูงถึงครึ่งเมตร หมู่เกาะทั้งหมดใน Seenu Atoll นี้มีความสวยงามมาก แถมยังมีต้นมะพร้าวจำนวนมากใกล้ที่อยู่อาศัย ชุมชนที่นี่มีการดูแลที่ดีเพื่อให้ Addu Atoll (Seenu) สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย บ้านที่สร้างขึ้นส่วนใหญ่ทำมาจากหินปะการัง และมักจะมีสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ผลไม้เช่นกล้วยและมะพร้าว Addu Atoll (Seenu) มีชื่อเสียงมากในระดับสากล ในเรื่องการดำน้ำ ชมปลากระเบน ฉลาม เต่าและปลาที่มีใหญ่ โดยสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี กระแสน้ำจะไม่แรงมากนักจึงเป็นสถานที่ดำน้ำที่ดีสำหรับนักดำน้ำมือใหม่ที่กำลังมองหาทริปดำน้ำที่น่าตื่นเต้น

Naifaru, Maldives

Naifaru เป็นเกาะแสนโรแมนติก นักท่องเที่ยวจะได้พบกับมุมมองของท้องทะเลสีคราม หาดทรายสีเงินขาวและภูเขาทราย คุณสามารถใช้วันหยุดของคุณในเกาะแห่งนี้เพื่อผ่อนคลายห่างไกลจากผู้คน หากคุณกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนที่มีค่าใช้จ่ายไม่แพงมาก Naifaru มัลดีฟส์คนที่นี่ส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ ที่นี้ยังมีความหลากหลายของห้างสรรพสินค้าที่ขายสินค้าหัตถกรรมท้องถิ่นที่ระลึกและสินค้าอุปโภคบริโภค ร้านอาหารรอบเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านการให้บริการ มีเมนูอาหารอร่อยจากจีน ยุโรปและอาหารท้องถิ่นมัลดีฟส์ Naifaru เป็นที่สำหรับการผ่อนคลายอย่างแท้จริง

Thinadhoo, Maldives

ตั้งอยู่ห่างจากเมล่าประมาณ 78 กิโลเมตร Thinadhoo มีทุกอย่างที่นักท่องเที่ยวที่คาดหวังจะได้ในวันหยุด ถ้ากล่าวถึงความพิเศษของที่นี่แล้วจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากภูมิทัศน์ที่งดงามซึ่ง Thinadhoo มีชื่อเสียงมาก คนส่วนใหญ่เรียกว่าเกาะมรกต ซึ่งอุดมไปด้วยความเขียวขจีและความหลากหลายของต้นไม้ที่โตเต็มที่แล้วและพื้นที่ทั้งหมดไม่มีมลพิษหรือสิ่งสกปรก สภาพภูมิอากาศที่นี่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแน่นอนและสถานที่ส่วนใหญ่เป็นที่ร่มรื่น นักเดินทางที่มาที่นี่จะได้พบกับlสถานที่ที่ดีที่สุดที่เงียบสงบ ชายหาดที่นี่เหมาะสำหรับการเดินเล่นหรือนอนแดด นอกจากนี้คุณยังสามารถเพลิดเพลินกับการว่ายน้ำและดำน้ำดูปะการังซึ่งเป็นกิจกรรมที่นิยมมากที่สุด ที่นี่เป็นที่รู้จักกันว่าเป็น ชีวิตทางทะเลที่มีสีสัน Thinadhoo มีชื่อเสียงในหาดทรายนุ่ม น้ำใสๆที่สะท้อนแสงพระอาทิตย์ และพระอาทิตย์ขึ้นและตก ถือเป็นสถานที่ฮันนีมูนที่ยอดเยี่ยม นักท่องเที่ยวคู่รักมักชื่นชอบการสวีตกันริมชายหาด ปลาหรือชีวิตทางทะเลที่มีสีสันจะพบมากในน่านน้ำนี้ซึ่งดึงดูดนักดำน้ำจากทั่วโลก ในเกาะมีรีสอร์ทหรูจำนวนมากที่ให้ความสะดวกสบาย และมีสถานที่พักผ่อนที่สมบูรณ์ แบบร้านอาหารท้องถิ่น ร้านกาแฟและเครื่องดื่มเรียงรายอยู่ทั่วเกาะ

Categories
ท่องเที่ยว

มัลดีฟส์อยู่ประเทศอะไร

หลายๆท่านอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับมัลดีฟส์ ซึ่งจริงๆแล้วมัลดีฟส์นั้นไม่ใช่ หมู่เกาะ จังหวัด หรือชื่อรัฐ แต่เป็นชื่อของ “ประเทศ” และมีชื่อเรียกเป็นทางการคือ “สาธารณรัฐมัลดีฟส์” โดยประเทศมัลดีฟส์ได้ประกาศยกเลิกระบบสุลต่านและได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 1968 หลังจากประกาศเอกราชจากประเทศอังกฤษในวันที่ 26 กรกฎาคม 1887 เป็นเวลา 79 ปี

สถานที่ตั้ง

ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของศรีลังกา เมื่อวัดจากที่เส้นศูนย์สูตร

ลักษณะภูมิศาสตร์

มีเกาะเล็กๆมากกว่า 1,190 เกาะ ซึ่งแบ่งเป็นหมู่เกาะใหญ่ๆได้ 26 หมู่เกาะ ทอดยาว 820 กิโลเมตร จากทางเหนือไปยังทิศใต้ และ กินพื้นที่ยาว 120 กิโลเมตร จากทางตะวันออกไปยังทิศตะวันตก 202 เกาะของที่นี่ถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัย และ 87 เกาะ ถูกใช้ทำโรงแรมหรือรีสอร์ท

สภาพภูมิอากาศ

โดยทั่วไปอากาศจะร้อนและชื้น แดดจ้าตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 29-32 องศาเซลเซียส

เครื่องแต่งกาย

ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมสวมเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้าย เนื่องจากระบายอากาศและซับเหงื่อได้ดี เหมาะกับสภาพภูมิอากาศที่นี่

ประชากร

ในปี ค.ศ. 1998 จากการสำรวจพบว่ามัลดีฟส์มีประชากรทั้งหมดประมาณ 270,000 คน ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า บนเกาะแห่งนี้มีประชากรมาอาศัยอยู่เป็นเวลานานกว่า 3,000 ปี โดยนิสัยของประชากรมีความเป็นมิตรและใจดี

วัฒนธรรม

ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

ภาษา

Dhivehi เป็นภาษาหลักของประเทศมัลดีฟส์ ส่วนภาษาอังกฤษนั้นถูกใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อใช้สื่อสารกับนักท่องเที่ยว เนื่องจากในแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังมัลดีฟ์เป็นจำนวนมาก รองลงมาคือ ภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอิตาลีและญี่ปุ่น

เศรษฐกิจ

ประเทศมัลดีฟส์มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยปีละ 10เปอร์เซนต์ การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลักของที่นี่ รองลงมาคือ การประมงและการค้า

เงินตรา

สกุลเงินมัลดีฟส์คือ รูฟียา (Rufiyaa) และลารี่ (Laari)

การศึกษา

อัตราการรู้หนังสือเป็น 98% ตามมาตรฐานการศึกษาในเขตภูมิภาค

สุขภาพ

สิ่งอำนวยความสะดวกในการดูแลสุขภาพ โรงพยาบาลมีการรักษาทางการแพทย์ที่ทันสมัย รีสอร์ทบางแห่งมีแพทย์ประจำอยู่สำหรับกรณีฉุกเฉินจากดำน้ำ

เวลาท้องถิ่น

GMT + 5 ชั่วโมง

ชั่วโมงทำการ

ตั้งแต่วันอาทิตย์ถึงวันพฤหัสบดี 7.30-14.30 ในภาครัฐบาล และเวลา 9.00-5.00 ในภาคเอกชน

การสื่อสาร

มัลดีฟส์จะมีระบบการสื่อสารที่ทันสมัย ระบบดาวเทียมสื่อสารทางไกลระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีบริการอินเทอร์เน็ตและห้เช่าโทรศัพท์มือถือใรายวันอีกด้วย

ระบบไฟฟ้า

ไฟฟ้า AC 230-240 โวลต์

Categories
ท่องเที่ยว

ไปเที่ยวมัลดีฟส์ช่วงไหนดี

เนื่องจากมัลดีฟส์เป็นประเทศที่มีบรรยากาศที่น่าหลงไหลและรีสอร์ทส่วนใหญ่จะมีความเป็นส่วนตัวมาก จึงทำให้นักท่องเที่ยวสามารถพักผ่อนในวันหยุดยาวได้อย่างเต็มอิ่ม ด้วยเหตุนี้เองประเทศมัลดีฟส์จึงมีนักท่องเที่ยวคึกคักตลอดทั้งปี ส่วนคำถามที่ว่าจะไปเที่ยวมัลดีฟส์ช่วงไหนดีนั้น ก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการเดินทาง ซึ่งเราจะแนะนำท่านโดยแบ่งตามประเภทดังนี้

ช่วงไฮซีซั่น (High season) ช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน

ช่วงเวลานี้อากาศจะร้อนและไม่ค่อยมีฝนตกบวกกับมีนักท่องเที่ยวชาวยุโรปจำนวน มากที่หลบหนีฤดูหนาวของประเทศเขามาพักผ่อน รีสอร์ทและที่พักในมัลดีฟส์จึงมีค่าบริการในอัตราที่สูงที่สุดของปี และยิ่งช่วงคริสมาสต์หรือปีใหม่แล้วหละก็ คุณอาจต้องจองที่พักล่วงหน้านานมากเพราะนักท่องท่องเที่ยวจะหลั่งไหลเข้ามา เป็นจำนวนมากทำให้ที่พักเต็มหมด

ช่วงโลว์ซีซั่น (Low season) ช่วงเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน

ช่วงเวลานี้อาจมีฝนตกและเกิดมรสุม รีสอร์ทและที่พักจะลดค่าบริการลง ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมค่าที่พักจะมีราคาต่ำด้วยสภาพอากาศไม่ ดี แต่หากคุณต้องการที่พักที่มีราคาต่ำสุดๆแล้วหล่ะก็ เดือนพฤศจิกายนจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะในเดือนนี้ค่าที่พักจะมีราคาต่ำที่สุดในรอบปี

เหมาะแก่การดำน้ำ ช่วงเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม

มัลดีฟส์มีชื่อเสียงในการดำน้ำที่ยอดเยี่ยมมาก ในช่วงเวลานี้จะไม่ค่อยมีฝนและมรสุม น้ำในท้องทะเลจะใสบวกกับแสงแดดงามๆในหน้าร้อน จึงเหมาะแก่การดำน้ำชมปะการังและทัศนียภาพตามท้องทะเลอันสวยงาม

Categories
สุขภาพ

10 วิธีรักษานิ่วทอนซิล

นิ่วทอนซิลคือก้อนสีเหลืองที่มีรูปร่างคล้ายหินขนาดเล็ก เกิดจากการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและเศษอาหาร พบอยู่บริเวณต่อมทอนซิลในลำคอตามภาพด้านล่าง ต่อมทอนซิลทำจากเนื้อเยื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยป้องกันและต่อสู้กับเชื้อโรค เชื่อกันว่าต่อมทอนซิลมีบทบาทในการสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีลักษณะการทำงานคล้ายอวน คอยดักจัดแบคทีเรียและเชื้อไวรัสที่ผ่านสู่ร่างกายทางลำคอ นิ่วทอนซิลจะมีกลิ่นเหม็นมากเนื่องจากมีกำมะถันสะสมอยู่ในปริมาณสูง

อาการที่บ่งบอกว่าคุณอาจมีนิ่วทอนซิล

1. มีกลิ่นปาก

วิธีสังเกตุที่ง่ายที่สุดและได้ผลดี หากคุณมีนิ่วทอนซิล คุณจะมีกลิ่นปากตลอดทั้งวัน ถึงแม้ว่ายังไม่ได้รับประทานอาหารเลยก็ตาม

2. เจ็บคอ

มักจะพบอาการปวดและการติดเชื้อในลำคอ ทำให้คุณกลืนอาหารที่เป็นก้อนแข็งได้ลำบาก

3. ปวดหู

บริเวณที่เกิดนิ่วทอนซิล จะมีเส้นประสาทหูอยู่ เมื่อเกิดการอักเสบขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทหูตามไปด้วย

4. มีการอักเสบและบวม

นิ่วทอนซิลมักเกิดจากการผิดปกติของต่อมทอนซิล หากมองภายในลำคอแล้วพบว่ามีอาการบวมหรือแดง สันนิษฐานได้ว่าต่อมทอนซิลอาจเกิดการอักเสบ

วิธีการรักษา

นิ่วทอนซิลโดยปกติจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่จะทำให้เกิดปัญหาที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ เช่น มีกลิ่นปาก ระคายคอ รวมถึงอาการเจ็บคอ หากนิ่วทอนซิลมีขนาดใหญ่มากจนผิดปกติ แนะนำให้คุณปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญโดยทันที การรักษาด้วยวิธีธรรมชาติอาจรักษาไม่หาย จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด และนี่คือ 10 วิธีรักษานิ่วทอนซิลด้วยธรรมชาติ

1. น้ำเกลือ

น้ำเกลือสามารถช่วยลดการก่อตัวและช่วยฆ่ากลิ่นเหม็นของก้อนของนิ่วทอนซิล ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอที่เกิดจากการอักเสบของต่อมทอนซิล ผสมเกลือ 3 ช้อนชา กับ น้ำสะอาด 2 แก้ว ต้มเป็นเวลา 2 นาที ปล่อยให้เย็นลง แล้วใช้บ้วนปากก่อนเข้านอนและหลังตื่นนอนในตอนเช้า

2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการรักษานิ่วทอนซิล น้ำช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้นทำให้เชื้อจุลินทรีย์สามารถเจริญเติบโตได้ยาก และการดื่มน้ำเป็นประจำยังช่วยทำความสะอาดเศษอาหารตามโพรงต่างๆ ซึ่งเศษอาหารเหล่านี้ หากสะสมมากๆจะกลายเป็นนิ่วทอนซิลขึ้นนั่นเอง ดื่มน้ำ 8-10 แก้วทุกวัน พยายามดื่มน้ำ 1-2 แก้วในตอนเช้า และไม่ควรรับประทานอาหารก่อนที่จะดื่มน้ำในตอนเช้า

3. ใช้ลิ้น

หากคุณต้องการกำจัดนิ่วทอนซิลออกอย่างรวดเร็วแล้วไม่สะดวกหาเครื่องมืออื่น ให้พยายามใช้ลิ้นตะวัดตรงบริเวณของส่วนที่ระคายคอ หากก้อนนิ่วไม่ได้อยู่ในบริเวณที่ลึกมากก็จะสามารถหลุดออกมาได้ แต่ควรดื่มน้ำหรือน้ำเกลือก่อนใช้ลิ้นตะวัด เพื่อช่วยให้เนื้อเยื่อชุ่มชื้นทำให้ก้อนนิ่วสามารถหลุดออกมาได้ง่าย

4. ใช้แปรงสีฟัน

คุณสามารถใช้แปรงสีฟันเพื่อเขี่ยวก้อนนิ่วทอนซิลออก แต่แปรงสีฟันควรได้มาตรฐานและมีขนแปรงที่นุ่มนวล หากแปรงแข็งเกินไปอาจทำให้ต่อมทอลซิลบวมและอักเสบขึ้นได้ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้คู่กันคือไฟฉายสำหรับส่อง

5. ใช้ก้านสำลี

การใช้ก้านสำลีเขี่ยก้อนนิ่วทอนซิลออก จำเป็นที่จะต้องชุปสำลีด้วยน้ำสะอาดก่อน เพื่อง่ายต่องการควบคุมก้อนนิ่วทอนซิล และอ่อนโยนต่อต่อมทอนซิลของคุณ

6. ใช้นิ้ว

หากคุณหาแปรงสีฟันหรือก้านสำลีไม่ได้ สามารถใช้นิ้วเขี่ยก้อนนิ่วทอนซิลออกได้เหมือนกัน ควรล้างมือให้สะอาดเสียก่อน แต่เราไม่แนะนำวิธีนี้ เพราะนิ้วของคุณอาจมีกลิ่นเหม็นมากและล้างออกได้ยาก หากสัมผัสโดนก้อนนิ่วทอนซิล

7. น้ำมะนาว

การใช้น้ำมะนาวรักษานิ่วทอนซิลเป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด แถมยังมีคุณสมบัติที่ช่วยทำความสะอาดและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่จะสามารถทำให้เกิดนิ่วทอนซิลในอนาคตอีกด้วย ดื่มน้ำมะนาวเป็นประจำทุกวันสามารถช่วยป้องกันการเกิดนิ่วทอนซิลได้

8. โยเกิร์ต

ในโยเกิร์ตจะมีโปรไบโอติก ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่จะช่วยทำลายเชื้อโรคบริเวณต่อมทอนซิล ช่วยลดการเกิดนิ่วในอนาคตของต่อมทอนซิล และยังช่วยขจัดจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายทั้งหมดออกจากต่อมทอนซิล แนะนำให้ทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติหรือรสดั้งเดิมเท่านั้น หลังทานอาหาร

9. เคี้ยวกระเทียม

การเคี้ยวกระเทียมนั้นอาจเป็นวิธีที่ยาก แต่เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก กระเทียมมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียเที่จะก่อตัวเป็นนิ่วทอนซิล เพียงเคี้ยวกระเทียมไม่กี่กลีบในเวลาสั้นๆ

10. หัวหอมดิบ

รับประทานหัวหอมดิบเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้นิ่วทอนซิลหลุดออกและกำจัดกลิ่นเหม็นที่เกิดจากก้อนนิ่ว ทั้งยังมีประโยชน์ในการรักษาสุขภาพในช่องปาก เพียงทานยำหรือสลัดที่มีส่วนผสมของหัวหอมดิบ สามารถช่วยลดปัญหานิ่วทอนซิลลงได้

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของเผือก

เผือกเป็นผักที่อยู่คู่คนไทยและเมนูอาหารไทยมาช้านาน โดยเผือกสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือเผือกหอม เผือกมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทางภาคใต้ของอินเดีย เผือกถูกใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการประกอบอาหารในแอฟริกาและอินเดีย หัวเป็นส่วนที่นิยมนำมาใช้ในการประกอบอาหารมากที่สุด ในแต่ละท้องถิ่นจะมีชื่อเรียกของเผือกที่แตกต่างกัน บางที่เรียกว่าใบหูช้าง โดยใช้เพื่อเป็นไม้ประดับ เผือกเป็นพืชชอบน้ำ พื้นที่ปลูกเผือกส่วนใหญ่จึงต้องมีปริมาณน้ำฝนมาก เกษตรกรจึงนิยมปลูกในนาข้าว เผือกมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของการเผือก

1. อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

เผือกเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ แคทีชินที่พบในเผือกเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดการก่อตัวของสารอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยปกป้องเซลล์และโมเลกุลจากความเสียหาย คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระของเผือกมีประโยชน์มากสำหรับผิวของคุณ และยังช่วยในการขับของเสียออกจากร่างกาย

2. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

เผือกช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยการปรับปรุงระบบน้ำเหลืองและช่วยปกป้องเราจากการติดเชื้อแบคทีเรียต่างๆ เผือกยังมีคุณสมบัติในการรักษาอาการแพ้ต่างๆ เช่น อาการผื่นคัน อาการตาแดง เป็นต้น

3. ชะลอความแก่

เผือกอุดมไปด้วย วิตามิน เอนไซม์ กรดทีมีประโยชน์ สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุต่างๆ เช่น เหล็ก สังกะสี ทองแดง สารเหล่านี้จะช่วยในการขจัดอนุมูลอิสระและลดปัญหาริ้วรอยก่อนวัย เผือกจึงจัดได้ว่าเป็นอาหารธรรมชาติที่ช่วยชะลอความแก่ได้เป็อย่างดี

4. ช่วยระบบย่อยอาหาร

เผือกอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากสำหรับระบบย่อยอาหาร การบริโภคผักที่อุดมไปด้วยเส้นใยจะช่วยรักษาสมดุลการการเคลื่อนไหวของลำไส้และป้องกันโรคทางเดินอาหารต่างๆ เช่น โรคบิด ท้องผูกและท้องเสีย เป็นต้น

5. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจและหลอดเลือดยังเป็นโรคร้ายแรงที่นำไปสู่การเสียชีวิตจำนวนมากในแต่ละปีที่ผ่านมา จากงานวิจัยพบว่า เผือกสามารถช่วยให้งหลอดเลือดรักษาระดับสภาวะการผ่อนคลายได้ และยังช่วยยับยั้งไขมันที่ความหนาแน่นต่ำ(LDL)จากการออกซิไดซ์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด

6. ลดน้ำหนัก

พอลิฟีนอลในเผือกจะช่วยเพิ่มระดับความสามารถในการเผาพลาญไขมัน จึงช่วยให้อัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายเพิ่มขึ้น โดยการเปลี่ยนอาหารที่บริโภคเข้าไปเป็นแคลอรี่ ซึ่งช่วยให้คุณน้ำหนักลดลงนั่นเอง

7. ลดความเมื่อยล้า

เผือกมีความสามารถในการลดความเมื่อยล้าและการฟื้นฟูพลังงานที่หายไป ทั้งยังมีดัชนีน้ำตาลต่ำจึงเหมาะกับสำหรับนักกีฬา

8. ป้องกันโรคมะเร็ง

จากการศึกษาพบว่า โพลีฟีนในเผือกช่วยลดปริมาณการเจริญเติบโตของการแพร่กระจายเซลล์มะเร็งในร่างกาย ซึ่งสามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งหลอดอาหาร และอื่นๆอีกมากมาย

9. ลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกือบ 200 ล้านคนทั่วโลก จากการศึกษาพบว่าเผือกช่วยรักษาระดับของอินซูลินและระดับน้ำตาลในเลือด

10. ลดระดับคอเลสเตอรอล

เผือกช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ในขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มจำนวนคอเลสเตอรอลที่ดีอีกด้วย

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของฝรั่ง

ฝรั่งเป็นผลไม้พบมากในประเทศแถบเอเชีย นอกจากมีรสชาติที่โดดเด่นและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผล เปลือกหรือใบ ฝรั่งเป็นแหล่งของวิตามิน B2 E K เส้นใยอาหาร แคลเซียม ทองแดง โฟเลต เหล็ก แมงกานีส ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของฝรั่ง

1. ช่วยรักษาสุขภาพช่องปาก

ใบฝรั่งมีคุณสมบัติป้องกันคราบจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดคราบฟัน ที่เป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาหลายๆปัญหาในช่องปาก นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ใบฝรั่งในการบรรเทาอาการปวดฟัน เหงือกบวม และรักษาแผลในช่องปาก เพียงแค่เคี้ยวใบฝรั่ง 1-2 ใบทุกวัน หรือใช้น้ำยาบ้วนปากที่ทำจากการต้มใบฝรั่ง 5-6 ใบในน้ำ

2. บำรุงหัวใจ

จากการศึกษาในปี 1993 พบว่า การบริโภคฝรั่งเป็นประจำจะช่วยลดความดันโลหิตและไขมันในเลือด เนื่องจากฝรั่งมีโพแทสเซียม วิตามินซีและเส้นใยที่ละลายน้ำ โพแทสเซียมช่วยรักษาการอัตราการเต้นของหัวใจและควบคุมความดันโลหิต ในขณะที่วิตามินซีช่วยให้หลอดเลือดมีสุขภาพดี นอกจากนี้ยังพบอีกว่าไลโคปีนที่พบในเนื้อฝรั่งสีชมพูสามารถจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ หากรับประทานเป็นประจำ

3. บรรเทาอาการอุจจาระร่วง

จากการศึกษาในปี 2008 ของ Instituto de Medicina Tropical เซาเปาลู พบว่า สารสกัดจากใบฝรั่งสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง และผลฝรั่งยังดีต่อสำหรับระบบทางเดินอาหาร ด้วยคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียช่วยทำความสะอาดระบบทางเดินอาหาร ยับยั้งเจริญเติบโตของแบคทีเรียและจุลินทรีย์ และเส้นใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย

4. การควบคุมโรคเบาหวาน

ฝรั่งถูกใช้ในการแพทย์แผนจีนสำหรับการรักษาโรคเบาหวานมานานหลายปี น้ำฝรั่งสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลซึ่งเป็นประโยชน์ในการรักษาโรคเบาหวาน ฝรั่งมีเส้นใยอาหารสูงและดัชนีน้ำตาลต่ำ เส้นใยอาหารจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ในขณะเดียวกันดัชนีน้ำตาลต่ำช่วยรักษาระดับน้ำตาล เพียงรับประทานฝรั่ง 1-2 ผลโดยไม่ต้องปอกเปลือกเป็นประจำ จจะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดของคุณได้เป็นอย่างดี

5. ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

เนื่องจากฝรั่งมีวิตามินซีสูงซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ภูมิคุ้มกันคือกลไกการป้องกันร่างกายจากโรคและการติดเชื้อต่างๆ ดังนั้นควรรับประทานฝรั่งเป็นประจำทุกวันเพื่อเพิ่มความต้านทานต่อโรคทั่วไป เช่น อาการไอ โรคหวัดและไข้หวัดใหญ่

6. ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง

จากการศึกษาในปี 2010 ของวารสารโภชนาการและโรคมะเร็ง นักวิจัยพบว่า สารสกัดจากฝรั่งสามารถช่วยลดขนาดของเนื้องอกในต่อมลูกหมาก และการบริโภคฝรั่งเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย นอกจากนี้การบริโภคฝรั่งยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งเต้านม มะเร็งปาก มะเร็งผิวหนัง มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งปอด

7. บำรุงสายตา

ฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา ช่วยบำรุงกระจกตาให้ชัดเจน ช่วยชะลอการพัฒนาของต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อม อาการตาบอดในเวลากลางคืนเป็นหนึ่งในโรคที่เกี่ยวข้องกับการขาดวิตามินเอ นอกจากนี้วิตามินซีในฝรั่งช่วยช่วยรักษาการทำงานของเส้นเลือดฝอยในเซลล์ประสาทตา

8. ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง

สมองเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงสมอง นอกจากนี้วิตามิน B3 และ B6 ในฝรั่ง ยังช่วยปรับปรุงการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง โพแทสเซียมในฝรั่งช่วยรักษาการนำไฟฟ้าของสมอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาความคิดและการจดจำ

9. บำรุงผิว

ฝรั่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม สารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่ทำลายร่างกายของคุณในระดับเซลล์ ซึ่งสามารถนำไปสู่การเกิดริ้วรอยการเหี่ยวย่น แห้งกร้านและหมองคล้ำของผิว วิตามินซีในฝรั่งช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและอีลาสติโปรตีนที่ช่วยให้ผิวกระชับและยืดหยุ่น นอกจากนี้การบริโภคฝรั่งสุกยังช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายจากรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์และปัญหาสิว

10. ควบคุมการทำงานของต่อมไทรอยด์

ฝรั่งเป็นแหล่งของทองแดง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อระบบการทำงานของต่อมไทรอยด์ ที่เป็นหนึ่งในต่อมที่สำคัญที่สุดในร่างกาย ที่มีหน้าที่ควบคุมฮอร์โมนและการทำงานของระบบอวัยวะ ทองแดงจะช่วยควบคุมการผลิตฮอร์โมนและการดูดซึม อีกทั้งโพแทสเซียมในฝรั่งยังมีคุณสมบัติต้านการอักเสบที่ช่วยปรับปรุงการทำงานของต่อมไทรอยด์

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของโยเกิร์ต

โยเกิร์ตเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดตากการหมักของนม มีถิ่นกำเนิดในยุโรปตะวันออก โยเกิร์ตเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลก เนื่องจากมีรสชาติอร่อยแล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ในโยเกิร์ตอุดมไปด้วยแคลเซียม วิตามินบี กรดโฟลิก กรดแลคติก โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ไอโอดีนและสังกะสี สามารถรับประทานได้ทุกวัน ทั้งยังหาซื้อได้ง่าย และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของโยเกิร์ต

1. ช่วยย่อยอาหาร

โยเกิร์ตเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ทั้งยังมีแบคทีเรียที่ดีหรือโปรไบโอติกที่ช่วยในการย่อยอาหาร นอกจากนี้การทานโยเกิร์ตยังดีสำหรับผู้ป่วยโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคท้องร่วงและโรคกระเพาะอาหาร รับประทานโยเกิร์ตวันละ 1 ถ้วยเป็นประจำ จะช่วยทำให้ระบบทางเดินอาหารของคุณทำงานได้อย่างราบรื่น

2. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

จากการศึกษาพบว่า คนที่รับประทานโยเกิร์ตเป็นประจำทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน จะมีระดับภูมิคุ้มกันเซลล์สูงขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้กินโยเกิร์ต แบคทีเรียที่ดีในโยเกิร์ตช่วยเสริมสร้างการทำงานลำไส้ ทำให้ระบบการย่อยอาหารแข็งแรงและทำให้ช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ลดน้ำหนัก

โยเกิร์ตสามารถช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างเร็ว แบคทีเรียที่ดีในโยเกิร์ตจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญและการย่อยอาหาร ทั้งยังทำให้คุณรู้สึกอิ่มนาน นอกจากนี้แคลเซียมในโยเกิร์ตยังช่วยทำให้เซลล์ไขมันหลุดออกจากคอร์ติซอล และกรดอะมิโนช่วยเผาผลาญไขมัน

4. ลดการติดเชื้อภายในช่องคลอด

หญิงที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมีแนวโน้มที่จะได้รับมียีสต์หรือเชื้อราบริเวณช่องคลอด โยเกิร์ตที่อุดมไปด้วยโปรไบโอติกและแลคโตบาซิลลัสที่ช่วยฆ่ายีสต์ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสมดุลของค่า pH ภายในช่องคลอดและช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเชื้อรา

5. ป้องกันการเกิดความดันโลหิตสูง

การรับประทานเกลือที่มากเกินไปเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความดันโลหิตสูง โพแทสเซียมในโยเกิร์ตสามารถช่วยดูดซับและกำจัดโซเดียมออกจากร่างกาย จากงานวิจัยของสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน ปี 2012 พบว่า คนที่ทานโยเกิร์ตที่ไม่มีไขมันเป็นประจำ สามารถลดความเสี่ยงที่จะทำให้การเกิดความดันโลหิตสูงได้ถึง ร้อยละ 31 เมื่อเทียบกับบุคคลทั่วไป

6. ลดระดับคอเลสเตอรอล

โยเกิร์ตสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล โดยลดการสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในตับ และยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในปี 2011 จากงานวิจัยของวารสาร the Journal of Dairy Science พบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รับประทานโยเกิร์ต 1.6 ออนซ์ทุกวัน มีระดับคอเลสเตอรอลต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด

7. ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

โยเกิร์ตดีสำหรับลำไส้ เนื่องจากแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัสพบอยู่ในโยเกิร์ตเป็นเชื้อแบคทีเรียที่เสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ดีต่อลำไส้ใหญ่และทำให้ลดความเสี่ยงของโรคลำไส้ใหญ่ แบคทีเรียเหล่านี้จะช่วยฆ่าจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายในลำไส้ใหญ่ก่อนที่จะพัฒนากลายเป็นสารก่อมะเร็ง
 

8. สุขภาพช่องปาก

โยเกิร์ตไขมันต่ำไม่ว่าจะเป็นรสหวานหรือไม่ มีความสามารถช่วยป้องกันฟันผุ เนื่องจากกรดแลคติคในโยเกิร์ตช่วยปกป้องฟัน อีกทั้งโยเกิร์ตเป็นแหล่งของแคลเซียมและโปรตีน สารอาหารที่จำเป็นสำหรับสุขภาพช่องปาก ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่า แบคทีเรียที่ดีในโยเกิร์ตยังช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตรายในช่องปาก ที่สามารถทำให้เกิดกลิ่นปากได้

9. ป้องกันโรคกระดูกพรุน

แคลเซียและวิตามินดีที่อยู่ในโยเกิร์ตจะช่วยเสริมสร้างและเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก ในทางกลับกันยังช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้กระดูกอ่อนแอและเสี่ยงต่อกระดูกหัก

10. บำรุงสุขภาพผม

โยเกิร์ตอุดมไปด้วยสังกะสี กรดแลคติก โปรตีน แคลเซียมและสารอาหารอื่นๆที่ดีสำหรับผม ช่วยการเจริญเติบโตของเส้นผม ลดรังแคและบรรเทาอาการคันหนังศีรษะ เพียงผสมโยเกิร์ตถ้วยครึ่งชโลมบนเส้นผมของคุณทิ้งไว้ 30 นาทีแล้วสระผมด้วยแชมพู ใช้สัปดาห์ละครั้งเพื่อผมที่สุขภาพดีและแข็งแรง

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของการดื่มนม

นมเป็นอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างการเติบโต เราควรดื่มนมเป็นประจำทุกวัน ในนมมีสารอาหารที่จำเป็นมากมาย เช่น แคลเซียม โปรตีน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ไนอาซิน วิตามิน A D และ B12 และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของการดื่มนม

1. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

นมถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับความแข็งแกร่งของร่างกายและกล้ามเนื้อ ร่างกายต้องการโปรตีนในการสร้างกล้ามเนื้อ และนมเป็นหนึ่งในแหล่งโปรตีนธรรมชาติที่ดีที่สุด ในนมมีโปรตีนที่เป็นเวย์(whey) อยู่ร้อยละ 20 และเคซีน(casein) ร้อยละ 80 เวย์สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว ส่วนเคซีนจะถูกย่อยช้ากว่า ดังนั้นเมื่อคุณดื่มนมร่างกายของคุณได้รับประโยชน์ของโปรตีนทั้งสองชนิด

2. สุขภาพฟัน

หนึ่งในตัวเลือกอาหารที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพของฟันคือนม นมอุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัสและไอโอดีน ที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างฟันให้คมและแข็งแรง โปรตีนเคซีน(casein)จะอยู่ในรูปชั้นฟิล์มบางๆช่วยเคลือบฟัน ซึ่งจะช่วยป้องกันการสูญเสียแคลเซียมและฟอสเฟต เมื่อฟันสัมผัสกับกรดในปากหรือในอาหารและเครื่องดื่ม และยังช่วยป้องกันฟันผุ

3. ช่วยในการนอนหลับ

ความเครียดเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการอดนอน หากได้ทานนมอุ่นๆก่อนนอนจะช่วยให้คุณนอนหลับดีขึ้น นมประกอบไปด้วยกรดอะมิโนหลายชนิดที่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตึงและบรรเทาเส้นประสาทฝอย นอกจากนี้นมจะช่วยซ่อมแซมร่างกายเมื่อคุณนอนหลับ และขณะเดียวกันโปรตีนในนมจะช่วยในการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อและลดความอ่อนเพลีย

4. ผิวพรรณสดใส

นมเป็นหนึ่งในส่วนผสมที่ดีที่สุดในการดูแลผิว นมถูกนำมาในด้านความงามมานานหลายศตวรรษ ในสมัยอียิปต์โบราณ ราชินีคลีโอพัตราได้ใช้นมในการอาบน้ำเพื่อทำให้ผิวเรียบเนียนไร้ที่ติ เนื่องจากในนมมีกรดอะมิโนที่ช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของแสงแดดและช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ทั้งยังช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและสารตกค้างต่างๆที่ทำให้ผิวหมองคล้ำ

5. เพิ่มความชุ่มชื่นในร่างกาย

การดื่มนมช่วยเติมน้ำในแก่ร่างกายและให้ความชุ่มชื้นตลอดทั้งวัน การดื่มนมหลังจากออกกำลังกายจะช่วยให้น้ำแก่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว และเติมเต็มพลังงานที่หมดลงระหว่างการออกกำลังกาย

6. บำรุงสมอง

นมไขมันต่ำช่วยเพิ่มพลังสมองและช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ นมเป็นแหล่งของวิตามินบี 12 ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญสำหรับทักษะการเรียนรู้ จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยทัฟส์ ในปี 2012 พบว่าผู้สูงอายุที่ขาดวิตามินบี 12 มีความเสี่ยงต่อการทำงานของสมองที่เสื่อมถอยลง

7. ควบคุมน้ำหนัก

จากการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเนเกฟในอิสราเอล พบว่านมมีบทบาทสำคัญในการลดน้ำหนัก นมเป็นแหล่งของแคลเซียมและวิตามินดีที่มีผลต่อการเผาผลาญไขมันในร่างกาย โปรตีนและปริมาณน้ำสูงทำให้คุณรู้สึกอิ่มนาน นอกจากนี้กรดไลโนเลอิก (CLA) ยังช่วยลดไขมันในร่างกายในคนที่เป็นโรคอ้วนโดยการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก ควรดื่มนมพร่องมันเนยพร้อมกับออกกำลังกาย
 

8. บำรุงผม

นมมีโปรตีน แคลเซียมและแร่ธาตุที่จำเป็นที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเส้นผมได้เร็วขึ้น และยังเป็นครีมบำรุงผมชั้นเลิศที่ช่วยซ่อมแซมอาการผมแห้งและผมเสีย การดื่มนมเป็นประจำทุกวันจะช่วยส่งเสริมผมนิ่มสวยและป้องกันผมร่วง

9. แก้ท้องเฟ้อ

การดื่มนมเป็นประจำทุกวันสามารถช่วยป้องกันความผิดปกติของการทำงานของระบบย่อยอาหาร วิตามิน A ในนมจ่วยในการผลิต retinoids และสารบางชนิดช่วยควบคุมการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร ในขณะที่นมเป็นประโยชน์สำหรับหลายๆคน แต่ก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาสำหรับผู้ที่แพ้แลคโตสได้ เช่น อาการท้องอืด ท้องเสียและปวดท้อง

10. ป้องกันโรคมะเร็ง

นมช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเต้านม นมไขมันต่ำอาจลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งรังไข่ได้แต่ยังไม่ได้พบในการศึกษาอย่างชัดเจน

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของตะไคร้

ตะไคร้เป็นไม้ยืนต้นที่มีใบบางและยาว เป็นพืชพื้นเมืองของหลายประเทศในแถบเอเชีย ตะไคร้จะมีกลิ่นหอมคล้ายมะนาว นิยมนำมาใช้ในการประกอบอาหารต่างๆเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างมาก ตะไคร้เป็นแหล่งของวิตามิน A วิตามิน C โฟเลต กรดโฟลิค แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง เหล็ก โพแทสเซียมฟอสฟอรัสแคลเซียมและแมงกานีส และยังคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง เช่น เป็นยาแก้ปวด ต้านการอักเสบ ยากล่อมประสาท ลดไข้ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ขับลมขับปัสสาวะ ฆ่าแมลง และต้านมะเร็ง เป็นต้น และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของตะไคร้

1. ช่วยย่อยอาหาร

ตะไคร้ช่วยในการย่อยอาหารเนื่องจากมีสารน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดีและปรสิตในทางเดินอาหาร และยังช่วยรักษาปัญหาทางเดินอาหารอื่น เช่น อาหารไม่ย่อย ท้องผูก ท้องเสีย และท้องอืด นอกจากนี้ตะไคร้ยังมีคุณสมบัติต้านเชื้อจุลินทรีย์ที่ช่วยบรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหารและลำไส้

2. การควบคุมระดับคอเลสเตอรอล

ป้องกันคอเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดโดยตะไคร้ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากลำไส้ ช่วยป้องกันการสะสมคราบจุลินทรีย์ atherosclerotic คนที่มีคอเลสเตอรอลสูงหากได้รับประทานน้ำมันตะไคร้ทุกวันจะสังเกตเห็นได้ชัดถึงการลดลงของระดับคอเลสเตอรอลและการลดลงของไขมันในเลือด

3. ทำความสะอาดและล้างพิษ

การบริโภคชาตะไคร้ช่วยทำความสะอาดและล้างพิษในร่างกาย โดยการขับปัสสาวะออกมา ตะไคร้สามารถช่วยขจัดกรดยูริคและคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีออกจากร่างกายโดยการเพิ่มความถี่และปริมาณของปัสสาวะ นอกจากนี้ยังช่วยทำความสะอาดไต ฟอกตับและตับอ่อน อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพโดยรวม

4. รักษาโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่

ตะไคร้มีคุณสมบัติที่ช่วยรักษาอาการไอ มีไข้ อาการหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้ ในตะไคร้มีวิตามินซีที่ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน ที่จะต่อสู้กับการติดเชื้อ และตะไคร้ยังสามารถช่วยลดน้ำมูกและเสมหะที่เป็นปัญหาต่อระบบการหายใจ ตะไคร้มีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบหรือโรคหืด

5. การต่อสู้กับโรคมะเร็ง

งานวิจัยที่มหาวิทยาลัยในอิสราเอลได้พบว่า ชาตะไคร้สามารถช่วยต่อสู้กับโรคมะเร็งได้ สารที่เรียกว่า citral ที่พบในตะไคร้ทำให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายเซลล์ที่มีสุขภาพดี ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำผู้ป่วยโรคมะเร็งดื่มชาตะไคร้สด เมื่อได้รับการผ่าตัดฉายรังสีหรือเคมีบำบัดรักษา นอกจากนี้สมบัติต้านอนุมูลอิสระในตะไคร้ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย

6. ลดอาการปวดข้ออักเสบ

ตะไคร้มีคุณสมบัติต้านการอักเสบและบรรเทาอาการปวด ซึ่งช่วยรักษาโรคข้ออักเสบ โรคไขข้อ โรคข้อเข่าเสื่อม โรคเกาต์และอาการปวดข้ออื่นๆ คุณสมบัติต้านการอักเสบนี้จะช่วยลดเอนไซม์ที่มีผลกระทบกับการอักเสบที่ทำให้เกิดอาการปวดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อต่อ

7. ประโยชน์คุณแม่มือใหม่

ตะไคร้เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคุณแม่มือใหม่ที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมทารก เพราะตะไคร้มีคุณสมบัติที่ช่วยในการเพิ่มการผลิตนม ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านจุลชีพ และยังช่วยให้ทารกยังคงมีสุขภาพดีปราศจากการติดเชื้อ

8. รักษาภาวะซึมเศร้า

ตะไคร้มีคุณสมบัติเป็นยากล่อมประสาทช่วยรักษาภาวะซึมเศร้า ซึ่งจะกระตุ้นการปล่อยของสารเคมีในสมองที่ต่อสู้กับภาวะซึมเศร้า บรรเทาความวิตกกังวล ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและช่วยเพิ่มความแข็งแรงของจิตใจ นอกจากนี้ยังมีตะไคร้หอมซึ่งเป็นที่มีต่อร่างกายและจิตใจ ทั้งยังช่วยให้คุณนอนหลับดีขึ้น

9. ลดกลิ่นตัว

น้ำมันตะไคร้เจือจางสามารถระงับกลิ่นกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญด้านความงามพบว่า น้ำมันตะไคร้มีประสิทธิภาพมากกว่ากลิ่นสังเคราะห์มีอยู่ในท้องตลาด สารเคมีที่พบในตะไคร้ citral ซึ่งมีกลิ่นหอม ต้านจุลชีพและต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยควบคุมเหงื่อ ทำลายและยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดกลิ่นตัว โดยที่ตะไคร้จะไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังอีกด้วย

10. ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี

ตะไคร้ยังมีประโยชน์สำหรับผิวของคุณ สามารถช่วยบรรเทาปัญหาผิวต่างๆ ป้องกันรูขุมขนจากเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากคุณสมบัติการต้านเชื้อแบคทีเรียของตะไคร้ช่วยจำกัดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์บนผิว

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของการกินไข่ไก่

ไข่เป็นแหล่งของโปรตีนและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย เต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิดรวมทั้งวิตามิน A B12 D E โฟเลต ซีลีเนียม และโคลีนและนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของการกินไข่

1. ช่วยเพิ่มพลังสมอง

ไข่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 กรดไขมัน วิตามินบี 12 วิตามิน D และโคลีน ที่มีประโยชน์สำหรับสุขภาพสมอง โคลีนเป็นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญ บำรุงเซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท จะช่วยเพิ่มหน่วยความจำและพลังทางปัญญาของคุณอีกทั้ง วิตามินบี 12 ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานของสมอง มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่ าการขาดสารอาหารนี้อาจนำไปสู่การหดตัวของสมองซึ่งก่อให้เกิดโรคอัลไซเมและภาวะสมองเสื่อม

2. ช่วยในการลดน้ำหนัก

ไข่เป็นอาหารเช้าที่ได้รับความนิยมในการลดน้ำหนักเพราะนอกจากจะให้พลังงาน ไข่ยังทำให้รู้สึกอิ่ม โปรตีนในไข่ให้พลังงานอย่างต่อเนื่อง นักโภชนาการพบว่ามีโปรตีนในไข่ช่วยบรรเทาความหิวได้ดีกว่าโปรตีนชนิดอื่น ๆ

3. บำรุงสายตา

ไข่เป็นแหล่งของลูทีน มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า สารเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมากในการป้องกันการเสื่อมสภาพและลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจก สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างเรตินาของคุณ และยังช่วยปกป้องดวงตาของคุณจากความเสียหายจากสารอนุมูลอิสระและรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ ลูทีนยังพบในผักใบเขียวชนิดอื่นๆ

4. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

ไข่เป็นอาหารที่ดีสำหรับการสร้างกล้ามเนื้อ เพราะมีโปรตีนสูงซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มอาหารสร้างกล้ามเนื้อ ไข่ขาวจะมีโปรตีนที่เอื้อให้เกิดการดูดซึมโปรตีนในร่างกายและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ

5. ช่วยปรับสมดุลอารมณ์

ไข่อุดมไปด้วยวิตามินบี 12 สามารถช่วยคลายความตึงเครียด อีกทั้งยังมีวิตามินบีอื่น ๆ เช่นวิตามิน B6 และโฟเลตที่ส่งเสริมจิตใจและอารมณ์ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าไข่จะช่วยรักษาภาวะซึมเศร้าได้อีกด้วย

6. บำรุงสุขภาพผมและเล็บ

ผมและเล็บต้องการโปรตีนในปริมาณที่สูง ไข่สามารถช่วยให้ผมและเล็บมีสุขภาพดี ทำให้เส้นผมของคุณเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่นคุณสามารถผสมน้ำมันมะกอกกับไข่ดิบใช้หมักบนเส้นผม 30 นาทีแล้วล้างออก ผมจะนุ่มและมีสุขภาพดี ควรใช้ 2-3 ครั้งต่อเดือน

7. ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง

การศึกษาโดยนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยอัลเบอร์ต้าพบว่า ไข่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่มีแนวโน้มที่จะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งและป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไข่แดงกรดอะมิโนที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การบริโภคไข่เป็นประจำ สามารถลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมได้ เพราะมีโคลีนที่จำเป็นสำหรับการทำงานของเซลล์

8. ส่งเสริมสุขภาพการตั้งครรภ์

ไข่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่เหมาะสำหรับรับประทานในระหว่างการตั้งครรภ์ นอกเหนือจากการให้สารอาหารที่เพียงพอแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตและโรคเรื้อรังต่อทารกในครรภ์ โคลีนเป็นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์และช่วยป้องกันการเกิดข้อบกพร่องต่างๆ

9. เสริมสร้างกระดูก

ไข่ช่วยให้กระดูกและฟันของคุณแข็งแรงเพราะมีฟอสฟอรัส วิตามิน D และแคลเซียม ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับสุขภาพกระดูก นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตของกระดูก และทำงานร่วมกับสารอาหารอื่นๆเพื่อช่วยในการส่งเสริมการมีกระดูกที่แข็งแรงและมีความหนาแน่นของกระดูกที่เหมาะสม

10. ล้างสิว

ไข่ขาวสามารถใช้ในการมาสก์หน้าเพื่อดูดซับน้ำมันส่วนเกินออกจากผิว ช่วยกระชับผิว ลดขนาดรูขุมขน ช่วยรักษาสิวและรอยแผลเป็นจากสิวให้จางหายไป