Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของมะขามป้อม

มะขามป้อมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินซี และยังมีแร่ธาตุวิตามินอื่นๆอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น แคลเซียมฟอสฟอรัส เหล็ก ทองแดง โพแทสเซียม แมงกานีส แมกนีเซียม โครเมียมและวิตามิน A และ B-complex ทั้งยังเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตและเส้นใยอาหาร นอกจากนี้มะขามป้อมสดยังมีน้ำมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์และมีแคลอรี่ต่ำ คุณสามารถรับประทานเพื่อสุขภาพได้ทั้งแบบสด ดอง หรือในรูปของน้ำผลไม้ และ 10 คุณประโยชน์ของมะขามป้อมมีดังนี้

1. บำรุงเส้นผม

ในการแพทย์แผนโบราณของอินเดียมักใช้มะขามป้อมในการรักษาปัญหาเส้นผม เนื่องจากปริมาณวิตามิน C ที่สูงของในมะขามป้อมจะช่วยรักษาผมหงอก ผมร่วงบำรุงและซ่อมแซมเส้นผม หากเราขาดวิตามิ C สามารถนำไปสู่​​การอาการผมร่วงและผมเสีย กินมะขามป้อมหรือใช้น้ำมันมะขามป้อมนวดหนังศีรษะไม่กี่ครั้งในแต่ละสัปดาห์สามารถช่วยให้คุณมีสุขภาพเส้นผมที่ดีได้

2. บำรุงสายตา

มะขามป้อมยังช่วยบำรุงสายตา ในมะขามป้อมเต็มไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย ที่ช่วยบำรุงเส้นเลือดฝอยและรักษาทำงานของเซลล์จอประสาทตา นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการคันและอาการตาแห้งได้ด้วย ใช้น้ำมะขามป้อม 2 ช้อนชาผสมน้ำเปล่าครึ่งถ้วย เติมน้ำผึ้งเล็กน้อย ดื่มทุกเช้าเพื่อสุขภาพตาที่ดีของคุณ

3. รักษาโรคเบาหวาน

มะขามป้อมช่วยในการรักษาโรคเบาหวานและน้ำตาลในเลือดสูง โครเมียมในมะขามป้อมจะช่วยควบคุมการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและทำให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลิน ซึ่งสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

4. บำรุงสมอง

มะขามป้อมยังมีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงหน่วยความจำและการทำงานของสมอง ในปี 2007 การศึกษาของวารสารสรีรวิทยาและพฤติกรรม พบว่าวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระในมะขามป้อม ช่วยบำรุงความจำและป้องกันของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้

5. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

วิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระในมะขามป้อมมีคุณสมบัติช่วยปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัด โรคมะเร็งและโรคอื่นๆ เพราะมะขามป้อมจะช่วยเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน และยังช่วยเพิ่มความอยากอาหารอีกด้วย

6. ลดริ้วรอยก่อนวัย

มะขามป้อมสามารถช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัย เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากที่พบในมะขามป้อมช่วยลดปริมาณของอนุมูลอิสระในร่างกาย ทำให้ช่วยลดจุดด่างดำและริ้วรอย นอกจากนี้วิตามินในมะขามป้อมยังจำเป็นสำหรับการผลิตคอลลาเจนที่ช่วยรักษาความยืดหยุ่นของผิวทำให้ผิวดูอ่อนวัย

7. ช่วยลดคอเลสเตอรอล

มะขามป้อมช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด โดยเพคตินจะช่วยป้องกันการรวมตัวของเกล็ดเลือดและช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีช่วยปรับปรุงสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

8. บำรุงหัวใจ

มะขามป้อมช่วยบำรุงและเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจทำให้สามารถหมุนเวียนเลือดได้อย่างราบรื่น และธาตุเหล็กในมะขามป้อมยังช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดง เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงภาวะหัวใจเต้นผิดปกติและหัวใจวาย ในปี 2012 งานวิจัยในวารสารเภสัชวิทยาของอินเดียพบว่า มะขามป้อมสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ ดังนั้นผสมมะขามป้อม 1 ช้อนชาน้ำอุ่น ดื่มทุกวันตอนเช้าในขณะท้องว่าง สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

9. ป้องกันปัญหาระบบทางเดินปัสสาวะ

มะขามป้อมยังช่วยบำรุงระบบการทำงานของไต เป็นยาขับปัสสาวะช่วยเพิ่มความถี่และปริมาณของปัสสาวะ ทั้งยังช่วยล้างสารพิษออกทางระบบทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้วิตามินซีในมะขามป้อมยังช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและทำให้ช่วยรักษาโรคทางเดินปัสสาวะต่างๆ เช่น กา​​รติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

10. รักษาสุขภาพช่องปาก

วิตามินซีและสารอาหารอื่นๆในมะขามป้อมดีต่อสุขภาพช่องปาก พวกมันช่วยป้องกันแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของอาการฟันผุ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาเนื้อเยื่อเหงือกเและยับยั้งแบคทีเรียในช่องปากที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ เคี้ยวมะขามป้อมทุกวันจะช่วยให้ฟันและเหงือกแข็งแรงเป็นเวลาหลายปี

Categories
สุขภาพ

8 อาหารที่ไม่ควรทานในช่วงมื้อดึก

การมีสุขภาพที่ดีนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเรารับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพียงอย่างเดียว ช่วงเวลาและสัดส่วนที่เหมาะสมก็สำคัญไม่แพ้กัน การทานอาหารมื้อหนักในเวลากลางคืนจะส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหารและการนอนหลับของคุณ ทั้งยังอาจนำไปสู่​​การเพิ่มขึ้นน้ำหนัก เพราะร่างกายไม่สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากนักในขณะนอนหลับ

การอดอาหารในมื้อเย็นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะร่างกายจะมีการกระตุ้นให้หิวมากในช่วงดึกแทน ดั้งนั้นควรจะหาอาหารเบาๆทานในมื้อเย็นจะดีกว่า และการศึกษายังพบว่า การอดนอนนั้นจะส่งผลต่อดัชนีมวลร่างกายของคุณ (BMI) ซึ่งนำไปสู่​​การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักนั่นเอง ส่วน 8 อาหารที่ไม่ควรทานในช่วงมื้อดึก มีดังนี้

1. กาแฟ

คาเฟอีนถึงแม้จะสามารถทำให้คุณไม่ง่วงนอนได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง แต่ผลของมันจะทำให้คุณหลับไม่สนิท และการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพแบบนี้ในเวลากลางคืน จะส่งผลให้เกิดความเมื่อยล้าในเวลากลางวัน หากคุณต้องทำงานดึกๆทุกวัน แนะนำให้ลองเปลี่ยนจากกาแฟเป็นชาสมุนไพรแทน

2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ถึงแอลกอฮอล์จะทำให้เกิดอาการง่วง ช่วยลดเวลาที่ใช้ในการนอนหลับ และช่วยให้นอนหลับได้สนิท แต่นั่นไม่ได้ส่งผลให้เกิดฟื้นฟูร่างกายขณะนอนหลับเพิ่มขึ้นเลย แถมยังทำให้เกิดอาการนอนกรน ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในมื้อดึกเพื่อป้องกันการอุดตันของระบบทางเดินหายใจ

3. เนื้อแดง

การรับประทานสเต็กหรืออาหารที่มีเนื้อแดงจำนวนมากจะทำให้คุณรู้สึกเฉื่อยชาในเช้าของวันรุ่งขึ้น ถึงแม้เมื่อทานไปแล้วจะทำให้รู้สึกง่วงนอนก็ตาม อาหารพวกนี้เป็นอาหารที่ย่อยยาก ทำให้ร่างกายต้องทำงานระบบการย่อยอาหารทั้งคืน คุณจึงรู้สึกหมดแรงในช่วงเช้า

4. ถั่ว

เส้นใยจำนวนมากที่อยู่ในถั่วสามารถทำให้เกิดปัญหาท้องอืดในช่วงดึก ความจริงแล้วปัญหาการมีก๊าซเกินในกระเพราะเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยมากที่สุดสำหรับอาหารเส้นใยสูง นอกจากนี้ บรอกโคลี ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี และพืชตระกูลหัวต่างๆ เช่น กระเทียม หัวหอมและหอมแดง เมื่อทานมากๆในช่วงดึกอาจนำไปสู่​​ภาวะก๊าซเกินและท้องอืดได้

5. อาหารที่มีชีสเยอะๆ

ในช่วงติวสอบหรือช่วงทำงานดึกๆ คนส่วนใหญ่มักชอบสั่งพิซซ่ามาทานกัน แต่หารู้ไม่ในความอร่อยของชีสนั้นจะทำให้คุณง่วงนอนเร็วขึ้น ในชีสมีทริปโตเฟนซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกง่วงนอน การรับประทานชีสที่มีไขมันสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืนจะทำให้รู้สึกแน่นท้อง และชีสยังเต็มไปด้วยแคลอรี่ซึ่งร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้ในช่วงกลางคืน

6. อาหารที่มีไขมันสูง

มันฝรั่งทอด แฮมเบอร์เกอร์และอื่นๆ ที่พบได้ง่ายในร้านสะดวกซื้อ อาหารแคลอรี่สูงพวกนี้จะอุดมไปด้วยไขมันที่ใช้เวลานานในการย่อย ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะกรดเกินในกระเพาะอาหาร แพทย์แนะนำว่า ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนควรจะงดอาหารทอดและอาหารที่มีไขมันสูง

7. น้ำอัดลม

การดื่มน้ำอัดลมในเวลากลางคืนสามารถเพิ่มความดันในกระเพาะอาหารและอาจทำให้เป็นเกิดโรคกระเพาะได้ นอกจากนี้น้ำตาลจำนวนมากในเครื่องดื่มอัดลมหลายๆชนิด ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้รบกวนการนอนหลับของคุณ

8. ช็อคโกแลตและขนมหวาน

การทานช็อคโกแลตในเวลากลางคืนเป็นความคิดที่ผิด ในช็อคโกแลตมีสารกระตุ้น เช่น คาเฟอีนและทีโอโบรมีน ที่สามารถให้คุณตาค้างได้นานมากๆ และควรหลีกเลี่ยงขนมอบกรอบและขนมหวานเช่นกัน นอกจากจะก่อให้เป็นแหล่งพลังงานแล้ว อาหารเหล่านี้มีคาร์โบไฮเดรตซึ่งจะนำไปสู่​​การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักอีกด้วย

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของน้ำผึ้ง

น้ำผึ้งเป็นของเหลวชนิดหนึ่งที่มีรสหวาน โดยผึ้งจะรวบรวมน้ำหวานจากดอกไม้ต่างๆแล้วนำมาผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน น้ำผึ้งถูกสร้างขึ้นมาจากน้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส และแร่ธาตุอื่นๆ เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสเฟต โซเดียม คลอรีน โพแทสเซียม แมกนีเซียม และยังอุดมไปด้วยวิตามิน B1 B2 B3 B5 และ B6 เนื่องจากน้ำผึ้งมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพต้านเชื้อแบคทีเรีย จึงมักพบเห็นแพทย์นำน้ำผึ่งมาใช้เป็นยาในการรักษาอยู่บ่อยๆ และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของน้ำผึ้ง

1. ช่วยเพิ่มพลังงาน

น้ำผึ้งสามารถเพิ่มระดับพลังงานของคุณได้ทันที เนื่องจากน้ำตาลธรรมชาติในน้ำผึ้งเป็นแหล่งของแคลอรี่และพลังงาน ทั้งยังช่วยต่อสู้กับความเมื่อยล้า

2. ช่วยลดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ

นักกีฬามักจะเกิดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อซึ่งเป็นปัญหาหลักในทำงานของพวกเขา แต่ปัญหาสามารถแก้ไขได้โดยด้วยน้ำผึ้ง น้ำผึ้งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพระดับความอดทนและลดความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อ โดยเกิดจากการผสมผสานที่ลงตัวของกลูโคสและฟรุกโตสในน้ำผึ้ง กลูโคสจะถูกดูดซึมได้เร็วและร่างกายจะได้รับพลังงานในทันที ขณะที่ฟรุกโตสจะถูกดูดซึมได้ช้ากว่าทำให้สร้างพลังงานระยะยาวให้กับร่างกาย

3. ควบคุมน้ำตาลในเลือด

น้ำผึ้งมีรสหวานแต่ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานสามารถทานได้โดยไม่มีปัญหา น้ำผึ้งสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเนื่องจากการรวมกันของฟรุกโตสและกลูโ​​คส

4. รักษาอาการไอ

การศึกษาหลายชิ้นพบว่า น้ำผึ้งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพมากกว่ายาแก้ไอที่ขายกันตามห้างร้านหลายเท่า น้ำผึ้งมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอและยังป้องกันการติดเชื้อ ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำมะนาวคั้นสดดื่มหากมีอาการเจ็บคอ นอกจากนี้คุณยังสามารถผสมน้ำผึ้ง น้ำมะนาวและเกลือในน้ำอุ่นเพื่อใช้ในการบ้วนปากรักษาอาการไอ

5. รักษาบาดแผล

น้ำผึ้งมีน้ำยาฆ่าเชื้อตามธรรมชาติสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียและจุลชีพ คุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยทำความสะอาดบาดแผล ป้องกันการติดเชื้อ ลดกลิ่นและหนอง ลดอาการปวดและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น หากคุณได้มีบาดแผลให้ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำอุ่นหรือสบู่อ่อนๆ จากนั้นใช้น้ำผึ้งทาให้ทั่วบริเวณแล้วพันด้วยผ้าพันแผล ควรเปลี่ยนผ้าพันแผลทุก 24 ชั่วโมง

6. รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

หากคุณมีแผลที่เกิดจากการเผาไหม้เล็กๆน้อยๆ เพียงใช้น้ำผึ้งทาบางๆไปยังบริเวณบาดแผล จะช่วยลดอาการคันและความเจ็บปวด อีกทั้งแผลยังหายเร็วขึ้นอีกด้วย

7. แก้ปัญหาโรคนอนไม่หลับ

หลายคนมีปัญหาในการนอน น้ำผึ้งสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างดี เนื่องจากน้ำผึ้งนั้นเป็น fat-digesting คาร์โบไฮเดรตที่ช่วยกระตุ้นการปล่อยอินซูลินและทริปโตเฟนเข้าสู่สมอง ทริปโตเฟนเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการง่วงนอน เพียงแค่ดื่มน้ำผึ้งกับนมอุ่นก่อนนอนจะช่วยให้เราหลับง่ายขึ้น

8. ดุแลผิว

เนื่องจากคุณสมบัติต้านเชื้อจุลินทรีย์และเชื้อราของน้ำผึ้ง จึงเหมาะสำหรับการดูแลสุขภาพผิว สำหรับคนที่เป็นสิวใช้น้ำผึ้งเพียงเล็กน้อยทาก่อนเข้านอน แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นในตอนเช้า เพียงไม่กี่วันคุณก็จะมีผิวที่ใสไร้สิว นอกจากนี้น้ำผึ้งยังช่วยรรักษาอาการอื่นๆ เช่น กลากเกลื้อน โรคสะเก็ดเงิน ลดการอักเสบของผิวหนังและลดความแห้งกร้านอีกดวย

9. ลดน้ำหนัก

ในน้ำผึ้งมีวิตามิน เกลือแร่และกรดอะมิโน ส่วนประกอบเหล่านี้จะทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันและคอเลสเตอรอลซึ่งจะช่วยลดน้ำหนักของร่างกายและป้องกันโรคอ้วน พบว่า การดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำมะนาวในน้ำอุ่น 1 แก้วขณะท้องว่างในตอนเช้าเป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการลดน้ำหนัก

10. ช่วยย่อยอาหาร

เอนไซม์ glucose oxidase ที่อยู่ในน้ำผึ้งสามารถผลิตไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่ช่วยในรักษาโรคกระเพาะ ทานน้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะก่อนอาหารสามารถช่วยย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี

ถึงแม้น้ำผึ้งจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แต่ก็ไม่ควรให้น้ำผึ้งแก่เด็กอายุต่ำ 1 ปีทาน เพราะอาจก่อให้เกิดโรคต่างๆที่เป็นอันตรายต่อทารกได้

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของมะม่วง

ฤดูร้อนนี้เป็นฤดูแห่งมะม่วงแสนอร่อย มะม่วงถือได้ว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ที่เป็นที่ชื่นชอบของคนทุกเพศทุกวัยมักนิยมรับประทานแบบสดมากกว่าผลไม้อื่นๆ ด้วยความที่มะม่วงมีรสหวานและกลิ่นหอมยังสามารถฟื้นฟูจิตใจและทำให้คุณรู้สึกมีความสุขได้อีกด้วย

มะม่วงมีขนาดและรูปทรงที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ซึ่งมีสายพันธุ์มากกว่า 1,000 ชนิด ในเนื้อของมะม่วงจะอุดมไปด้วยสารอาหาร สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและเส้นใยมากมาย ทั้งยังเป็นแหล่งของวิตามิน A C และ E รวมทั้งแร่ธาตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม แมกนีเซียม ทองแดง แคลเซียมและฟอสฟอรัส และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของมะม่วง

1. ลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี

การรับประทานมะม่วงประจำสามารถรักษาระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย จากการตรวจสอบพบว่า วิตามินซีสูง เพคตินและเส้นใยมากมายที่อยู่ในมะม่วงจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ได้เป็นอย่างดีอย่างยิ่ง ‘ไม่ดี’ ในขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มจำนวนคอเลสเตอรอลที่ดี (HDL) อีกด้วย และมะม่วงเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียมซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการเพิ่มอัตราการไหลเวียนของเลือดในระบบประสาทที่ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ

2. ฟื้นฟูผิว

มะม่วงเป็นผลไม้มหัศจรรย์สามารถใช้ฟื้นฟูผิวได้ โดยใช้ในการมาสก์และขัดหน้า ในมะม่วงอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามิน C วึ่งช่วยให้ผิวของคุณมีสุขภาพดีและเปล่งประกาย วิตามินและเบต้าแคโรทีนในมะม่วงสามารถเพิ่มความอ่อนเยาว์ ฟื้นฟูผิว ลดจุดด่างดำ ฝ้าและสิว โดยนำมะม่วงสุกมาปอกเปลือก แล้วถูทั่วใบหน้าของคุณเป็นเวลา 10 ถึง 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

3. ป้องกันการเกิดโรคลมแดด (Heat stroke)

ลดความเสี่ยงผลกระทบของจังหวะการเต้นของหัวใจจากความร้อน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะรักษาระดับของเหลวในร่างกายของคุณ โพแทสเซียมในมะม่วงช่วยรักษาระดับโซเดียมซึ่งจะควบคุมระดับของเหลวในร่างกายและควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจท ในฤดูร้อนคุณสามารถกินมะม่วงสุกหรือมะม่วงดิบทุกวันเพื่อช่วยให้เย็นลงและเพิ่มน้ำแก่ร่างกาย

4. บำรุงสายตา

มะม่วงเป็นแหล่งของวิตามิน A จำนวนมาก ซึ่งสารอาหารสำคัญสำหรับสุขภาพตา วิตามิน A จะช่วยบำรุงสายตาและป้องกันความผิดปกติต่างๆเกี่ยวกับตา เช่นตาบอดตอนกลางคืน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม ตาแห้งและความรู้สึกไม่สบายตา ในมะม่วงสุก 1 ถ้วย มีวิตามิน A อยู่ถึงร้อยละ 25 ของความต้องการต่อวัน

5. รักษาระดับอัลคาไลน์

กรดซิตริกที่พบในมะม่วงช่วยรักษาระดับอัลคาไลน์ในร่างกาย จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายอย่าง เช่น ภาวะเลือดเป็นกรดเรื้อรัง โรคไต กล้ามเนื้ออ่อนแอและกระดูกอ่อนแอ การรับประทานมะม่วงเป็นประจำจะช่วยรักษาค่า pH ให้ปกติ โดยอยู่ระหว่าง 7.35 และ 7.45 ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายโอนออกซิเจนไปทั่วร่างกายมากขึ้น ป้องกันไม่ให้โรคทางเดินอาหารต่างๆ และโรคกระดูกพรุน

6. ช่วยย่อยอาหาร

เส้นใยที่มีอยู่มากในมะม่วงจะช่วยในการย่อยอาหารและการกำจัดของเสีย ทั้งยังสามารถช่วยป้องกันความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารเช่น โรคโครห์น (Crohn’s disease) นอกจากนี้มะม่วงยังช่วยบรรเทาอาการท้องผูกและแผลในกระเพาะอาหาร

7. ป้องกันโรคมะเร็ง

งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า สารต้านมะเร็งและสารต้านอนุมูลอิสระในมะม่วงสามารถป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งผิวหนัง โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก สารต้านอนุมูลอิสระที่พบในมะม่วงที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งคือ quercetin isoquercitrin astragalin fisetin gallic acid และ methyl gallat สถาบันโรคมะเร็งในบอสตันแนะนำให้ดื่มมะม่วงปั่นสมูทตี้ 1-2 แก้วทุกวันสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

8. ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

วิตามิน C ในมะม่วงมีหน้าที่สำคัญในการรักษาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ป้องกันการเข้าสู่ร่างกายของเชื้อโรค และช่วยเพิ่มการผลิตเม็ดเลือดขาว นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสุขภาพผิวให้ผิวมีสุขภาพดี

9. เพิ่มความจำ

ในการศึกษาของ journal Oxidative Medicine พบว่าสารหลายชนิดที่พบในมะม่วงช่วยเพิ่มการจดจำและลดความเครียด กรดกลูตาในมะม่วงจะช่วยเพิ่มหน่วยความจำ ส่วนวิตามิน B6 ยังมีหน้าที่สำคัญในการดูแลและปรับปรุงการทำงานของสมอง

10. เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ

มะม่วงถือว่าเป็นยาบำรุงชั้นดี ในต่างประเทสมักเรียกกันว่า love fruit หรือ ผลไม้แห่งความรัก ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามิน E ที่ช่วยควบคุมฮอร์โมนเพศ

Categories
สุขภาพ

แพทย์เตือน! ดื่มชาเย็นมากเกินไประวังไตวาย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไตได้ทำการรักษาอาการผู้ป่วยชายอายุ 56 ปีที่เกิดอาการไตวาย เขาบอกว่า ชายคนนี้ดื่มชาเย็นประมาณ 16 ถ้วยทุกวัน และอาการนั้นเกิดจากในชามีออกซาเลต (oxalate) หากทานในปริมาณมากเกินไปจะทำให้เกิดนิ่วในไตและไตวาย

ออกซาเลต (oxalate) พบในผักโขม ถั่ว รำข้าวสาลีและช็อคโกแลต หากร่างกายได้รับออกซาเลตมากเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาเกี่ยวกับไต ในกรณีนี้ข่าวรายงานว่า ชายคนนี้ดื่มชาเย็น 16 ถ้วยต่อวันทำให้เขาได้รับออกซาเลตมากกว่า 1,500 มิลลิกรัมในแต่ละวัน

สถาบันโภชนาการและอาหารให้คำแนะนำว่า ไม่ควรบริโภคออกซาเลตเกิน 40-50 มิลลิกรัมต่อวัน

เป็นเรื่องตลกที่ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยออกมาว่า “คนที่ดื่มชาจะลดความเสี่ยงที่เกิดนิ่วในไต”

ด็อกเตอร์ Gary Curhan ผู้เชี่ยวชายด้านการแพทย์ของ Harvard Medical School อธิบายว่า คนที่ดื่มชาในปริมาณปกติไม่ต้องกังวลใดๆกับเรืองนี้ ชานั้นมีประโยชน์มากมาย และสามาราถลดความเสี่ยงที่เกิดนิ่วในไตได้จริง แต่โดยปกติไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 ถ้วย ทั้งยังพูดอีกว่า “ผมจะไม่แนะนำให้คนเลิกดื่มชา แต่จะบอกให้เขาดื่มแต่พอดีมากกว่า”

Categories
สุขภาพ

ดื่มกาแฟลดความเสี่ยงโรคมะเร็งตับในคนที่ดื่มเหล้าเป็นประจำได้

คนทำงานอย่างเราๆนั้นมักจะมีงานเลี้ยงสรรค์หลังเลิกงานอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย สถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหัฐอเมริกา พบว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากๆติดต่อกันในระยะยาวนั้นอาจมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งตับ แต่คุณรู้ไหมการดื่มกาแฟนั้นจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งตับได้

นักวิเคราะห์ ได้ทำการเก็บรวมรวมข้อมูลจากคน 8 ล้านคนทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยแบ่งเป็นกรณีต่างๆของโรคมะเร็งตับ 24,600 กรณี พวกเขาพบว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 3 แก้วต่อวันแล้วดื่มกาแฟเป็นประจำนั้นช่วยให้ความเสียหายของตับลดลงและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งตับ แม้ว่ากาแฟจะสามารถป้องกันโรคอย่างเห็นได้ชัด แต่นักวิจัยยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่นอนว่า ชงกาแฟอย่างไรถึงจะมีประสิทธิภาพดีที่สุดในการต้านมะเร็ง

ในปี 2012 มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับจำนวนถึง 746,000 ทั่วโลก ทำให้นักวิเคราะห์ต่างเร่งมือศึกษาโรคมะเร็งนี้มากขึ้น นักวิเคราะห์เตือนว่า Aflatoxin สารพิษที่มักพบอยู่ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากได้รับเข้าสู่ร่างกายมากๆ จะทำให้อาการท้องเดิน อาเจียน และนำไปสูโรคมะเร็งตับ ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น สารพิษนี้ยังพบในเชื้อราในถั่วลิสง ข้าวโพด ข้าวโอ๊ตและข้าวสาลีอีกด้วย

แต่ทางที่ดีที่สุดคือ พยายามลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดีกว่านะครับ แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้การดื่มกาแฟเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับได้

Categories
สุขภาพ

เลิกโง่! คลอเรสเตอรอลไม่ได้เป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง

เมื่อไม่นานมานี้ Time นิตยสารชื่อดังของสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับความจริงของคลอเรสเตอรอล และได้ออกมายอมรับว่าข้อมูลที่เผยแพร่ไว้ในอดีตนั้นไม่เป็นความจริงอีกต่อไป ทำให้สั่นสะเทือนไปทั้งวงการแพทย์ ซึ่งเดิมทีเราต่างรู้จักคลอเรสเตอรอลในทางที่ไม่ดีเป็นตัวทำให้เกิดหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง “แต่ความจริงแล้วคลอเรสเตอรอลที่เราทานเข้าไปนั้นไม่ได้ส่งผลต่อระดับคลอเรสเตอรอลภายในร่างกายหรือเป็นต้นเหตุของโรคเหล่านั้นเลย” แถมยังมีประโยชน์มากอีกด้วย นั่นหมายความว่า พวกเราถูกทำให้เข้าใจผิดมาเป็นเวลามากกว่า 60 ปี !

คลอเรสเตอรอลคือไขมันอิ่มตัวชนิดหนึ่ง โดยธรรมชาติพบมากใน เนย น้ำมันมะพร้าว ตับและไข่ เป็นต้น ในสมัยก่อนหมอมักบอกว่า อย่าทานไข่เกินวันละ 2 ฟองซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับคลอเรสเตอรอลมากเกินทำให้เป็นโรคหัวใจได้ แต่ในปัจจุบันแพทย์กลับพบว่า ไขมันทรานส์ ต่างหากที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ ไขมันทรานส์นั้นคือไขมันที่ผิดธรรมชาติถูกทำขึ้นมาผ่านกรรมวิธีของมนุษย์นั่นเอง มักพบอยู่ในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว ที่มีไขมันไม่อิ่มตัวโดยผ่านกรรมวิธีการเติมไฮโดรเจน เพื่อให้สามารถใช้ในการทอดได้ที่ความร้อนสูงๆได้ ทำให้เกิดสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกายและส่งผลให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือด หัวใจ มะเร็ง อีกด้วย

สรุป

  • คลอเรสเตอรอลไม่ได้เป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง เพราะฉะนั้นควรทานไข่นอกจากไม่มีผลกับระดับคลอเรสเตอรอลแล้วยังมีประโยชน์มากมาย
  • ถ้าจะทอดอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันพืช เพราะเราไม่รู้ว่าน้ำมันผ่านกรรมวิธีการเติมไฮโดรเจนมามากน้อยเพียงใด อาจทำให้เป็นโรคหัวใจและโรคอื่นๆได้

8 คุณประโยชน์ของคลอเรสเตอรอล

  1. คลอเรสเตอรอลมีความสำคัญต่อการปรับสมดุลฮอร์โมนและการจัดการกับความเครียดในชีวิตประจำวัน ฮอร์โมนเหล่านี้ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคมะเร็ง
  2. คลอเรสเตอรอลเป็นสิ่งจำเป็นในการผลิตฮอร์โมนเพศ
  3. คลอเรสเตอรอลต้องใช้คู่กับวิตามินดีสำหรับการเจริญเติบโตของร่างกาย รวมทั้งกระดูก เส้นประสาท การเผาผลาญอาหาร กล้ามเนื้อ การผลิตอินซูลินและภูมิคุ้มกันที่ให้แข็งแรง
  4. คลอเรสเตอรอลเป็นส่วนประกอบในการสร้างน้ำดีในตับ น้ำดีมีความสำคัญต่อกระบวนการย่อยอาหารและการดูดซึมของไขมัน
  5. คลอเรสเตอรอลเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความเสียหายไปยังเนื้อเยื่อ
  6. นมแม่อุดมไปด้วยคลอเรสเตอรอลคอเลสเตอรอล ทารกและเด็กต้องการคลอเรสเตอรอลที่เหมาะสมสำหรับการเติบโตและพัฒนาสมอง ระบบประสาทและระบบภูมิคุ้มกัน
  7. คลอเรสเตอรอลเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำงานของลำไส้และรักษาความสมบูรณ์ของผนังลำไส้ หากคอเลสเตอรอลต่ำอาจนำไปสู่​​โรคลำไส้รั่วและปัญหาทางเดินอาหาร
  8. คลอเรสเตอรอลมีความสำคัญต่อการซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหาย นี่คือเหตุผลที่ระดับคอเลสเตอรอลธรรมชาติเพิ่มขึ้นเมื่อที่เรามีอายุสูงขึ้น มีประโยชน์ต่อผู้สูงอายุมาก Dr. Meyer Texon MD ได้กล่าวไว้ว่า “ผู้หญิงที่มีคลอเรสเตอรอลสูงที่สุดคือผู้หญิงที่มีอายุยืนยาวที่สุด”

อ้างอิงจาก
https://time.com/2863227/ending-the-war-on-fat/
https://www.thehealthyhomeeconomist.com/the-9-benefits-of-cholesterol-in-the-diet/

Categories
สุขภาพ

รู้หรือเปล่า? ทำไมคุณต้องกินยาคุมกำเนิดให้ตรงเวลา

The birth control pill หรือยาคุมกำเนิดในต่างประเทศมักเรียกสั้นว่า “Pill” การทานยาคุมนั้นเป็นวิธีการป้องกันการตั้งครรภ์ที่นิยมมากที่สุดสำหรับผู้หญิงทั่วโลก วิทยาลัยสูตินรีแพทย์ในสหรัฐอเมริกาได้ทำการสอบยาชนิดนี้กับผู้หญิงจำนวน 100 คน ผลปรากฎว่า ในจำนวนผู้หญิง 100 คนที่ทานยาตรงเวลาทุกวันนั้นตั้งครรภ์เพียง 1 คน และ ในจำนวนผู้หญิง 100 คนที่ทานยาไม่ตรงเวลามีอัตราการตั้งครรภ์สูงถึง 8 คน อยากรู้แล้วใช่ไหม ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น โดยแพทย์ได้อธิบายไว้ดังนี้

วิธีการทำงานของยาคุมกำเนิด

ยาคุมกำเนิดแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ แบบ Progestin เดี่ยวๆ และแบบผสม ซึ่งมีทั้ง Progestin และ Estrogen ฮอร์โมนเหล่านี้ทำงานในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดย Progestin นั้นจะป้องกันไม่ให้เกิดการตกไข่ โดยหลอกร่างกายว่ามันยังไม่ถึงเวลาที่จะตกไข่นะ และยังเพิ่มความข้นเหนียวของเมือกในปากมดลูกทำให้เป็นสเปิร์มไม่สามารถเข้าไปได้

แล้วทำไมต้องกินยาคุมกำเนิดให้ตรงเวลา

การใช้ยาคุมกำเนิดแบบแรกที่เรียกว่า Progestrogen-only pills (POP) จะมีประสิทธิภาพน้อยกว่ายาคุมกำเนิดแบบผสม แต่ก็มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายน้อยกว่าแบบผสมเช่นกัน POP จึงเป็นที่นิยมมากกว่า แต่ Progestin นั้นไม่สามารถอยู่ภายในร่างกายของเราเป็นเวลานานได้ โดยทั่วไปแล้วยาจะออกฤทธิ์แค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าหากคุณกินยาไม่ตรงเวลาบ่อยๆ อาจทำให้เกิดการตกไข่ซึ่งนำมาสู่การตั้งครรภ์ได้ ถึงจะมีโอกาสเกิดขึ้นเพียง 8 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่คุณอาจจะเป็นหนึ่งในนั้นก็ได้ นี่เป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมกินยาคุมแล้วถึงมีโอกาสตั้งครรถ์

แพทย์ให้คำแนะนำว่าถึงคุณจะลืมกินยาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ควรที่จะใช้การคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วยเช่น ถุงยางอนามัย แล้วให้เริ่มกินยาคุมกำเนิดให้ตรงเวลาอีกครั้งในเดือนถัดไป

Categories
สุขภาพ

ทำไมคุณถึงไม่ควรกินอาหาร 3 มื้อในหนึ่งวัน

เรามักได้ยินผู้ใหญ่เล่าต่อๆกันมาว่า ควรกินอาหารให้ครบ 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ไม่ควรทานอาหารว่างหรือกินจุกจิกเพราะมันไม่ดี และอาหารเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุดของวัน แต่นั่น จริงหรอ? ผมได้ลองหาข้อมูลจากที่ต่างๆเพื่อคลายข้อสงสัยเกี่ยวกับเรืองนี้ แล้วพบว่า เมื่อไม่นานนี้ Mother Jones นิตยสารชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ได้ตีแผ่ข้อมูลในหัวข้อ “คุณไม่ควรกินอาหาร 3 มื้อ ควรกินเมื่อคุณหิวเท่านั้น” ทำเอาผมถึงกับอึ้ง นี่เราโดนฝรั่งหลอกอีกแล้วหรอเนี่ย จากคราวที่แล้วที่ผมเขียนเรื่องคลอเรสเตอรอลไม่ได้เป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจไว้ โดยเนื่อหานั้นผมจะสรุปไว้ดังนี้

สมัยก่อนในช่วงยุคกลางของยุโรป ชาวยุโรปส่วนใหญ่ใช้ชิวิตโดยการกินอาหาร 3 มื้อต่อวัน ส่วนชนเผ่าอื่นๆมักจะกินอาหารไม่เป็นเวลา ด้วยความที่ชาวยุโรปนั้นคิดว่าตัวเองเป็นชนชั้นดีเลิศ เลยมักดูถูกพวกชนเผ่าต่างๆที่กินอาการไม่เป็นเวลานั้นว่าเป็น “บ้านป่าเมืองเถื่อน” ถ้าเปรียบกับประเทศไทย ก็คงที่ดูถูกกันว่า “บ้านนอก” นั่นเอง ในเวลาต่อมาชนเผ่าเหล่านี้ไม่อยากโดนดูถูกก็เลยกินอาหาร 3 มื้อตามยุโรป เพื่อที่จะยกระดับตัวเอง และมันก็ได้ลามไปทั่วโลกจนตอนนี้ประเทศต่างๆเข้าใจกันไปว่ากินอาหาร 3 มื้อแล้วดีเพราะยุโรปบอกว่าดี สรุปก็คือ การกินอาหาร 3 มื้อต่อวันนั้นเกิดมาจาก การแบ่งชนชั้นของคนเรานั่นเอง

ส่วนเรื่องอาหารเช้านั่น เดิมทีในอดีตชาวอเมริกันส่วนใหญ่นิยมทานเนื้อสัตว์เป็นอาหารเช้า แต่ในปี 1897 ได้มีการผลิต “คอร์นเฟลก” ออกมาซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ของการดูแลสุขภาพ ทางสมาคมผู้ปลูกผลไม้เล็งเห็นถึงโอกาส จึงไปจับมือกับเหล่าผู้ผลิตคอร์นเฟลกซะเลย เพื่อที่จะได้ขายผลผลิตของตนไปด้วย เช่น น้ำผลไม้ โดยใช้แคมเปญโฆษณาว่า “อาหารมื้อเช้าสำคัญที่สุดของวัน” พูดง่ายก็คือเหล่าผู้ผลิตต่างๆร่วมมือกันโฆษณาเพื่อให้สินค้าของตัวเองขายดีขึ้น และซึมซับไปยังผู้บริโภคจนถึงทุกวันนี้

ในปี 2014 งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารคลินิกโภชนาการของสหรัฐอเมริกา พบว่าการรับประทานอาหารเช้าจะช่วยให้เผาผลาญแคลอรี่ได้เร็วขึ้น ถึงจะเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน แต่ไม่ได้ให้พลังงานที่เพียงพอต่อการทำงานทั้งวัน เหมือนที่เข้าใจกันมา

ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนการรับประทานอาหารเช้า กลางวันและเย็น ในขณะที่เรายังไม่หิวอาจจะสร้างความเสียหายต่อสุขภาพ ซึ่งอาจนำไปสู่อาการอาหารไม่ย่อยหรือโรคกระเพราะ เนื่องจากคนเราใช้พลังงานไม่เท่ากัน ควรกินอาคารเมื่อหิวเท่านั้น โดยกินในปริมาณที่ปานกลางไม่อิ่มจนเกินไป และควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์

ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่าผู้ที่เป็นโรคกระเพราะควรเปลี่ยนจากทานอาหาร 3 มื้อ เป็น 5-6 มื้อ และให้ทานอาหารในแต่ละมือที่ปริมาณน้อยๆ แต่ทานบ่อยๆ

มหาวิทยาลัย Similar University of Alabama ได้ทำการวิจัยแล้วพบว่า การรับประทานอาหารเช้าหรือไม่ ไม่ได้มีผลที่แตกต่างกันในการลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่พยายามลดน้ำหนักเลย

สรุปคือ ควรกินอาหารเมื่อหิวเท่านั้น โดยกินในปริมาณที่ปานกลางไม่อิ่มจนเกินไป และควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะคนแต่ละคนใช้พลังงานไม่เท่ากัน บางคนทำงานทั้งวัน บางคนนอนทั้งวัน ซึ่งประเภทที่ 2 นี้หากทานครบทั้ง 3 มื้อก็จะได้รับพลังงานเกินความจำเป็นทำให้เกิดผลเสียแก่ร่างกายได้

สงสัยมานานว่าทำไม พระฉันแค่มื้อเดียวเองแต่ร่างกายยังแข็งแรงไร้โรคภัย

Categories
สุขภาพ

10 คุณประโยชน์ของเมล็ดฟักทอง

ในเมล็ดฟักทองมี แมงกานีส แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง สังกะสี เหล็ก ทริปโตเฟนและโปรตีน อยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งยังเป็นแหล่งรวมของวิตามิน E K C และ B นอกจากนี้เมล็ดฟักทองยังอุดมไปด้วยโปรตีนและกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายอีกหลายชนิด ข้อดีของเมล็ดฟักทองคือ มีผลผลิตตลอดทั้งปี ไม่ต้องแช่เย็น พกพาได้สะดวก และยังมีรสชาติหวานอร่อย เป็นอาหารว่างชั้นดีที่คุณควรมีติดบ้านหรือสำนักงานไว้ และนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของเมล็ดฟักทอง

1. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี

การบริโภคเมล็ดฟักทองสามารถช่วยลดระดับของ LDL (คอเลสเตอรอลที่ไม่ดี) ในร่างกายของเราได้ ใน 2012 วารสารทางการแพทย์ของแอฟริกันได้ตีพิมพ์ข้อมูลหนึ่ง นักวิจัยพบว่า หนูที่เลี้ยงด้วยเมล็ดฟักทองมีระดับ HDL (คอเลสเตอรอลชั้นดี) เพิ่มขึ้นและระดับ LDL (คอเลสเตอรอลที่ไม่ดี) ลดลงอย่างเห็นได้ชัด กินเมล็ดฟักทองอบแห้ง 2-4 ช้อนโต๊ะทุกวัน โดยไม่ต้องเพิ่มเกลือหรือปรุงรสใดๆเพื่อช่วยลดระดับ LDL ของคุณ

2. การควบคุมน้ำตาลในเลือด

ใน 2010 วารสารโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนได้ทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเมล็ดฟักทองกับโรคเบาหวาน การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เมล็ดฟักทองสามารถช่วยควบคุมระดับอินซูลินและป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานโดยการลดสภาวะความเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) นอกจากนี้ยังพบว่ามีสารเคมีในน้ำมันเมล็ดฟักทองช่วยป้องกันโรคไตจากเบาหวานได้อีกด้วย คนที่เป็นโรคเบาหวานสามารถรับประมาณเป็นอาหารว่างเพื่อสุขภาพ โดยกินได้ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะต่อวัน

3. ต่อต้านโรควิตกกังวล

ในปี 2007 การศึกษาของ Canadian Journal of Physiology and Pharmacology พบว่าทริปโตเฟน (tryptophan) ที่พบในเมล็ดฟักทองช่วยบรรเทาความวิตกกังวล สมองใช้​ทริปโตเฟนเพื่อทำให้คุณรู้สึกมีความสุขและสบายใจ หากร่างกายมีทริปโตเฟนน้อยเกินไปก็สามารถนำไปสู่​​ภาวะซึมเศร้าและความผิดปกติท​​างอารมณ์อื่นๆ เมื่อคุณรู้สึกว่ามีเครียดมากหลังจากวันทำงานที่ยาวนาน รับประทานเมล็ดฟักทองคั่วจะช่วยให้คุณสงบลงได้

4. บรรเทาอาการโรคข้ออักเสบ

เมล็ดฟักทองและน้ำมันในเมล็ดมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดและการอักเสบในข้อต่อ จึงเป็นประโยชน์มากในการรักษาโรคข้ออักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเข่าเสื่อมและโรคไขข้ออักเสบ ในปี 1995 วารสารเภสัชวิทยาวิจัยเกี่ยวกับน้ำมันเมล็ดฟักทองพบว่า สามารถรักษาโรคข้ออักเสบได้และยังไม่มีผลข้างเคียงอีกด้วย เพื่อลดการอักเสบของโรคข้ออักเสบ ควรการนวดบริเวณที่ได้รับผลกระทบด้วยน้ำมันเมล็ดฟักทองวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 10 นาที

5. ดีต่อกระเพาะปัสสาวะและต่อมลูกหมาก

เมล็ดฟักทองสามารถป้องกันภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวกว่าปกติ (Overactive Bladder) และช่วยรักษาอาการต่อมลูกหมากโต โดยสารไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) ที่พบในเมล็ดฟักทองช่วยลดขนาดต่อมลูกหมากโตได้ นอกจากนี้สังกะสียังช่วยลดการปัสสาวะบ่อยในช่วงเวลากลางคืน

6. ปกป้องกระดูก

เมล็ดฟักทองเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาของกระดูกและป้องกันโรคกระดูกพรุน แร่ธาตุเหล่านี้ยังช่วยลดความเสี่ยงของกระดูกหัก การรับประทานเมล็ดฟักทอง 1/4 ถ้วยทุกวัน สามารถลดอาการโรคกระดูกพรุนได้

7. ปรับปรุงสุขภาพหัวใจ

เมล็ดฟักทองมีแมกนีเซียมที่จะช่วยในการทำงานของหัวใจและช่วยควบคุมความดันโลหิตสูง ทั้งมีบทบาทสำคัญในจังหวะการเต้นของหัวใจซึ่สามารถป้องกันการเกิดหัวใจหยุดเต้นฉับพลันได้ และทองแดงในเมล็ดฟักทองยังช่วยเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดแดงและเพิ่มการไหลเวียนของออกซิเจนในเลือด

8. ป้องกันสู้พยาธิในลำไส้

เมล็ดฟักทองมีคุณสมบัติที่ช่วยในการกำจัดพยาธิตัวตืด พยาธิเข็มหมุดและปรสิตอันตรายอื่น ๆ ในลำไส้ ข้อมูลจากหนังสือ The Doctors Book of Home Remedies.

9. การนอนหลับ

เมล็ดฟักทองมีทริปโตเฟนอยุ่เป็นจำนวนมากซึ่งร่างกายใช้แปลงเป็นเซโรโทนิน (serotonin) และเมลาโทนิน (Melatonin) เพื่อช่วยในการนอนหลับพักผ่อนยามค่ำ​​คืน ผสมผงเมล็ดฟักทอง 1 ช้อนโต๊ะในแก้วนมอุ่นๆทานก่อนนอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

10. ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน

เมล็ดฟักทองอุดมไปด้วยสังกะสีที่ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของคุณ หากขาดธาตุสังกะสีมากๆจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ เป็นหวัดง่าย เกิดสิวและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้เมล็ดฟักทองยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกหลายชนิดที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย อย่างเช่นซีลีเนียมจะช่วยร่างกายสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว